เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม สมองสองซีก ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-sciences.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนาวนี้เตรียมตัวนอนนับฝนดาวตก "ลีโอนิดส์"


คุย กัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เริ่มต้นฤดูหนาวด้วยการให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ และน่าติดตามชมในช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน โดยเฉพาะ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ที่ปีนี้คาดว่าจะได้เห็นกันมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ในช่วงค่ำคืนวันถึงรุ่งเช้าระหว่างวันที่ 17-18 พ.ย. 52


หนาวนี้หากใครยังคิดไม่ออก ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนหรือทำกิจกรรมอะไรให้เข้ากับหน้าหนาว นักดาราศาสตร์เขามีคำแนะนำดีๆ ว่าให้จับกลุ่มกันดูดาวและนับฝนดาวตกลีโอนิดส์ในช่วงค่ำคืนจนถึงเช้าตรู่ของ วันที่ 17-18 พ.ย. นี้ ที่จะเห็นได้ชัดแจ๋วและมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง พร้อมเพลิดเพลินกับกลุ่มดาวและวัตถุท้องฟ้าที่สวยงามตระการตาอีกมากมาย


ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา


สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดกิจกรรม คุยกัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เรื่อง "ฤดูหนาว: มหัศจรรย์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์" เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 52 ณ ร้านทรู คอฟฟี่ สาขาสยามสแควร์ ซอย 3 โดยมี ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา นักวิจัย และ นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร. มาร่วมให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในช่วงฤดูหนาวนี้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์


ดร.ศิรามาศ กล่าวว่า ในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ซึ่งมีอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆ จึงเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง โดยในช่วงนี้มีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจติดตามหลายปรากฏการณ์ เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเดือนเริ่มต้นฤดูหนาว จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดขึ้น


เยาวชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์สัญจรกว่า 20 คน


ทั้งนี้ สามารถชมได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยและทุกทิศทางบนท้องฟ้า ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 17 จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 18 พ.ย. ซึ่งตรงกับคืนเดือนมืดพอดี จึงไม่มีแสงจันทร์รบกวน โดยนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าในปีนี้จะเห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์มากที่สุดในช่วง เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 18 ประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง

ระหว่างชมฝนดาวตกในค่ำคืนดังกล่าว ยังมีดวงดาวและวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ที่น่าสนใจชมและเรียนรู้อีกมากมาย เช่น ดาว พฤหัสบดี ที่สามารถเห็นได้ทางทิศใต้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน และหากใช้กล้องสองตาส่องดูก็จะเห็นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสจำนวน 4 ดวง และเป็น 4 ดวงเดียวกับที่กาลิเลโอเคยใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องและมองเห็นเมื่อ 400 ปีก่อนด้วย จากนั้นช่วงประมาณตี 1 จนถึงรุ่งเช้า จะเริ่มเห็นดาวอังคาร, ดาวเสาร์ และดาวศุกร์ ขึ้นทางทิศตะวันออกตามลำดับ


นายเสกสรร (ซ้ายสุด) และ ด.ช.จิลิ (แถวหน้าที่ 2 จากขวา) ธีรวิวัฒน์วงศ์


นอกจากนั้นยังมีกาแล็กซีแอนโดรเมดา, กระจุกดาวทรงกลม, กระจุกดาวลูกไก่, กระจุกดาวคู่, เนบิวลานายพราน ให้ชมกันด้วย และหากอยู่ในชนบท ชายทะเล หรือที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกและกลุ่มดาวที่น่าสนใจมากมาย เช่น กลุ่มดาวม้าปีก, กลุ่มดาวหงส์, กลุ่มดาวคนยิงธนู, ดาวในสามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

ด้านนายศุภฤกษ์ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า สถาน ที่ที่เหมาะแก่การดูดาวและฝนดาวตกควรเป็นพื้นที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน หรืออยู่ห่างจากเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตร ก่อนเริ่มต้นกิจกรมดูดาว ควรงดใช้ไฟฉายเพื่อให้ดวงตาปรับสภาพประมาณ 15 นาที ให้ม่านตาขยายเพื่อสามารถรับแสงในที่มืดได้ดีขึ้นและมองเห็นดวงดาวที่มีแสง น้อยได้ จากนั้นเริ่มทำความรู้จักกับทิศ ดาวเหนือ และควรเริ่มต้นดูดาวที่มีลักษณะเด่นหรือมีความสว่างมาก เช่น กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

สิ่งสำคัญสำหรับการดูดาวในช่วงฤดูหนาวคือควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวและ น้ำค้างให้พร้อม ส่วนผู้ที่ต้องการถ่ายภาพฝนดาวตก ควรใช้กล้องที่มีความไวแสงประมาณ ISO 400-800 สามารถเปิดหน้ากล้องค้างไว้ได้นาน และควรใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันการสั่นไหว และหากหันหน้ากล้องไปทาดาวเหนือจะได้ภาพความสวยงามของฝนดาวตกพร้อมกับการ เคลื่อนที่ของดาวบนท้องฟ้าด้วย

สำหรับการใช้กล้องสองตาเพื่อการดูดาว ควรเลือกกล้องสองตาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าเลนส์ไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิเมตร และมีกำลังขยายระหว่าง 7-10 เท่า ซึ่งหากหน้าเลนส์ยิ่งกว้าง จะยิ่งรวมแสงได้มาก จนอาจสามารถส่องเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้ด้วย หรืออาจวางแผนการดูดาวได้ก่อนลงพื้นที่จริงด้วยซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจำลอง Stellarium ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ในฤดูหนาวที่น่าสนใจอีกหลายปรากฏการณ์ ได้แก่ ฝน ดาวตกเจมินิดส์ ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. 52, ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 52 และปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนในวันที่ 15 ม.ค. 53 ซึ่งน่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนรบกวนเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป และทางภาคเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุด มากกว่า 70% โดยเฉพาะใน จ.แม่ฮ่องสอน

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะดูดาวไปทำไม หรือดูแล้วได้ประโยชน์อะไร ดร.ศิรามาศ บอกว่าดารา ศาสตร์จะช่วยสร้างจินตนาการให้กับเราได้ โดยเฉพาะกับเด็กๆ หากได้เรียนรู้ดาราศาสตร์ จะเกิดจินตนาการ เกิดกระบวนการคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เมื่อโตขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ แต่สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิดมีเหตุผลได้

ด้านนายเสกสรร ธีรวิวัฒน์วงศ์ ที่พาลูกชาย ด.ช.จิลิ วัย 7 ขวบ มาร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์ในครั้งนี้ บอกกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า น้องจิลิเรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจดาราศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 5 ขวบ โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ชอบอะไรที่มีลักษณะกลมๆ และเห็นว่าการศึกษาดาราศาสตร์เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทำให้เกิดกระบวนการคิด เกิดจินตนาการ จึงส่งเสริมให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมดาราศาสตร์กับหน่วยงานต่างเป็นประจำเรื่อย มา รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันวิทย์สัญจรเป็นประจำด้วย เพราะสถานที่จัดงานอยู่ใกล้กับโรงเรียน ซึ่งน้องจิลิจะต้องมาเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนทุกเย็นวันอาทิตย์อยู่แล้ว
Thank ASTV online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ร่มชูชีพไม่กางเหตุทำบูสเตอร์ Ares I-X ตกทะเลอย่างแรงจนบุบ

นาซาเริ่มต้นทดสอบยิงจรวด Ares I-X สวยงาม แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร หลังร่มชูชีพของบูสเตอร์กางไม่ครบ เป็นเหตุให้บูสเตอร์จุดระเบิดตกกระแทกลงทะเลอย่างแรงจนมีรอยบุบเบ้อเริ่ม ระดมทีมวิศวกรเร่งพิสูจน์สาเหตุสัปดาห์นี้ ด้านผู้จัดการภารกิจบอกไม่กระทบความสำเร็จภาพรวม พร้อมขอร้องสื่อมวลชนหยุดเล่นประเด็นนี้

เมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค.52 ที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เริ่มทดสอบจรวด เอเรสวัน-เอกซ์ (Ares I-X) เป็นครั้งแรก ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) มลรัฐฟลอริดา ซึ่งหลังจากเอเรสวัน-เอกซ์ ทะยานขึ้นฟ้าเพียง 2 นาที จรวดก็แยกชิ้นส่วนในขั้นแรก โดยปลดตัวบูสเตอร์จุดระเบิดออกเป็นท่อนแรก และตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

ทว่าร่มชูชีพของบูสเตอร์จุดระเบิดนี้ 2 ใน 3 ชุด ทำงานผิดปกติ โดยทั้งหมดกางออกทันทีหลังที่บูสเตอร์แยกตัวออกมา แต่ร่มชูชีพชุดหนึ่งได้แฟบลงอย่างรวดเร็ว และอีกชุดก็แฟบตามไปด้วย เป็นเหตุให้บูสเตอร์ตกลงกระแทกพื้นผิวน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างแรงกว่าที่คาดไว้ จนทำให้ตัวบูสเตอร์เป็นรอยบุบขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งร่มชูชีพแต่ละชุดนี้มีขนาดกว้างประมาณ 150 ฟุต ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับนำบูสเตอร์ตกลงสู่แอตแลนติกอย่างนุ่มนวล

อย่างไรก็ดี เอพีระบุว่า บ็อบ เอสส์ (Bob Ess) ผู้จัดการประจำภารกิจ กล่าวว่าความ เสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะบูสเตอร์ดังกล่าวนั้นไม่ได้จะถูกนำกลับมาใช้ในการส่งจรวดครั้งต่อไป อยู่แล้ว และปัญหาที่เกิดกับร่มชูชีพในครั้งนี้ก็ไม่อาจไปลดคุณค่าของความสำเร็จทั้ง หมดในการทดสอบจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาได้

"อย่าเล่นประเด็นข่าวนี้กันมากนักเลย เราไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ไม่มีการสืบสวนใดๆ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น และเรากำลังผ่านไปสู่การทดสอบหลังการบินตามปกติ" เอสส์ กล่าวขอร้องสื่อมวลชน

ผู้จัดการประจำภารกิจบอกอีกว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น อาจเป็นเพราะความบกพร่องที่ตัวร่มชูชีพชุดดังกล่าว ซึ่งทีมวิศวกรจะเริ่มตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในต้นสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย. นี้ หลัง จากที่นักประดาน้ำได้กู้บูสเตอร์ขึ้นจากมหาสมุทรมาถึงท่าเรือแล้วตั้งแต่วัน ที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา และจะนำกลับไปตรวจสอบที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ของนาซายังเผยอีกถึงความเสียหายที่มากกว่ากรณีนี้เกิดขึ้นด้วยใน ระหว่างการทดสอบยิงจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ โดยหลังจากที่จรวดถูกส่งขึ้นไปแล้ว เกิดเหตุสารพิษจากเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวดรั่วไหลบริเวณฐานปล่อยจรวด 39B ทำให้นาซาต้องเร่งอพยพอออกจาบริเวณนั้นทันทีเพื่อความปลอดภัย ก่อนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายต่อไปดังที่ ยูนิเวอร์สทูเดย์รายงาน.


จรวดแอเรสวัน-เอกซ์ ทะยานฟ้าอย่างสวยงามก่อนแยกตัวบูสเตอร์จุดระเบิดออกและปล่อยตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก (เอเอฟพ)




รอยบุบของบูสเตอร์ที่เกิดจากการตกกระแทกมหาสมุทรอย่างแรง เนื่องจากร่มชูชีพไม่ทำงาน (spaceflightnow/NASA)




นัก ประดานาลงไปสำรวจและกู้บูสเตอร์ของจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ ที่ตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างการทดสอบปล่อยจรวดระยะแรก (spaceflightnow/NASA)

Thak news

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"หวั่นแผ่นน้ำแข็งทุนดราละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลทำโลกเปลี่ยนฉับพลัน



ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ อยุธยา

"ดร.อานนท์" เผยสถานการณ์ที่ต้องจับตาในเขตทุ่งหญ้าทุนดรา หวั่นน้ำแข็งใต้ผืนดินละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลสู่บรรยากาศ ทำภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิสูงขึ้นได้ 10-20% ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส

ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความเห็นกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้น ยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกตัวอย่างการใส่สูทในห้องประชุม แล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ พร้อมทั้งเผยถึงการทำงานกับชุมชนเพื่อการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยได้ไปให้ความรู้แก่ชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด กระบี่ แม่ฮ่องสอน

"อย่าง จ.กระบี่ ก็มีความต้องการที่อยากจะปลูกข้าว แต่คงวิถีชีวิตมุสลิม และการใช้ชีวิตชายฝั่ง เราก็ไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แนะวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ หรือการทำให้เขาได้มีน้ำจืดใช้ เป็นการลงไปจัดการในภาพเล็ก แต่ในบางอย่างเราต้องเอาภาพใหญ่ลงไปภาพเล็กให้ได้ เช่น ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีปริมาณน้ำฝนเท่าไหร่ มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง จริงๆ ชุมชนในอดีตก็มีวิถีชีวิตที่พัฒนาให้สอดคล้องกับภูมิอากาศ แต่ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมามีกระแสจากภายนอกที่เข้าไปทำให้เกิดการเปลี่ยน และการเปลี่ยนกลับมาให้เหมือนเดิมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.อานนท์ยังได้ให้ข้อมูลระหว่างเสวนา "วิกฤติโลก เมื่อขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง" เมื่อวันที่ 29 ต.ค.52 ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (โยธี) ว่า มีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาและเป็นกังวล นั่นคือแผ่นน้ำแข็งถาวร (permafrost) ในเขตทุ่งหญ้าทุนดราของแถบอาร์กติก ซึ่งเป็นน้ำแข็งอยู่ใต้ดิน ที่ช่วยกักเก็บก๊าซมีเทนจากการเน่าเปื่อยของซากสิ่งมีชีวิตในอดีตนั้น จะละลายและปลดปล่อยก๊าซมีเทนออก โดยก๊าซมีเทนมีความสามารถในการกักเก็บความร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ถึง 21 เท่า

ปัจจุบันมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวเริ่มละลายแล้ว และมีก๊าซมีเทนอยู่ใต้ดินจริง หากก๊าซมีเทนทั้งหมดหลุดออกมา จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มได้ถึง 10-20% อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าฉับพลัน ขณะที่ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา แต่การเข้าไปก็บข้อมูลในเขตทุ่งหญ้าทุนดรานั้นทำได้ยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ไม่มีคนอาศัย และเข้าไปศึกษาได้ในช่วงฤดูร้อนเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

"เดิมที่ทุ่งหญ้าทุนดรามีชั้นน้ำแข็งถาวรเป็นพื้นที่ 12 ล้านตารางเมตร แต่ตั้งแต่ปี 1900 มา พื้นที่น้ำแข็งหายไปแล้วเกือบ 20% เหลือเพียง 10 ล้านตารางเมตร และอีก 100 ปีข้างหน้า ถ้ามองโลกในแง่ร้าย มนุษยชาติไม่สามารถตกลงที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหากันได้ น้ำแข็งถาวรจะแทบไม่เหลือเลย แต่มองโลกในแง่ดีหน่อย น้ำแข็งถาวรก็ยังคงอยู่ แต่เหลือเพียง 5 ล้านตารางเมตร" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

ส่วนความกังวลว่า น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมดไปนั้น ผศ.ดร.อานนท์กล่าวว่าแนวโน้มของน้ำแข็งขั้วโลกจะลดลงจนหายไปในช่วงฤดูร้อน ของซีกโลกประมาณเดือน ก.ย. แต่เมื่อถึงฤดูหนาวน้ำแข็งก็จะกลับมาใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน แถบอาร์กติกอย่างแน่นอน อีกทั้งน้ำแข็งถาวรหรือน้ำแข็งที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปของขั้วโลกเหนือก็มีปริมาณลดลงอย่างชัดเจนด้วย


ดร.อานนท์ อธิบายสถานการณ์น้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งภาพขวาน้ำแข็งขั้วโลกในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของซีกโลกเหนือ น้ำแข็งละลายลงไปมาก






Thank News ASTVผู้จัดการออนไลน์

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฝันที่เป็นจริง 'เซลล์เชื้อเพลิง' ชาร์จมือถือไม่พึ่งไฟฟ้า/แสงแดด


ที่ ชาร์จพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง "ไดนาริโอ้ (Dynario)" ที่สามารถส่งกำลังไฟให้กับแบตเตอรี่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอย่าง โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเพลง MP3 เพียงเชื่อมต่อผ่านสายยูเอสบี (USB)


ที่ชาร์จพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงหรือ fuel cell charger ไม่ใช่อุปกรณ์ในฝันที่อยู่แต่ในห้องทดลองอีกต่อไปแล้ว วันนี้โตชิบาประกาศพร้อมวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ชาร์จเซลล์เชื้อเพลิงอย่าง เป็นทางการ อาสาตัวเป็นทางเลือกใหม่ให้การชาร์จโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พกพา ไม่ต้องพึ่งพาทั้งไฟฟ้าและแสงอาทิตย์อีกต่อไป

โตชิบานั้นวางจำหน่ายที่ชาร์จพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ใช้ชื่อในการทำตลาดว่า "ไดนาริโอ้ (Dynario)" มาในรูปเครื่องส่งกำลังไฟให้กับแบตเตอรี่เพื่อใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พก พาอย่างโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นเพลง MP3 เพียงเชื่อมไดนาริโอ้เข้ากับอุปกรณ์ผ่านทางสายยูเอสบี (USB) การชาร์จไฟก็จะเกิดขึ้นไม่ต่างกับการเสียบที่ชาร์จเข้ากับปลั๊กไฟหรือ คอมพิวเตอร์

หลัก การทำงานของที่ชาร์จทางเลือกใหม่นี้คือ เมื่อฉีดเมทานอลเหลวเข้าไปในที่ชาร์จไดนาริโอ้ เซลล์เชื้อเพลิงจะสร้างกระแสไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำมาชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพานานาชนิด ผ่านสายเคเบิลยูเอสบี (USB) การฉีดเมธานอลลงในถังเชื้อเพลิงภายในไดราริโอ้ซึ่งมีความจุสูงสุด 14 มิลลิลิตร จะกำเนิดพลังงานสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ได้ภายใน 20 วินาที ซึ่งกำลังไฟที่ได้นั้นมากเพียงพอสำหรับให้พลังงานโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

โตชิบาประกาศแผนชิมลางจำหน่ายก่อน 3,000 ชุดในราคา 29,800 เยน หรือประมาณ 10,800 บาท ผู้ซื้อจะได้รับชุดเชื้อเพลิงเมทานอลเหลว 5 ขวดราคา 3,150 เยน (ประมาณ 1,146 บาท)

แม้จะแพง แต่หลายคนเชื่อว่าที่ชาร์จนี้มีจุดขายสำคัญที่ทำให้ชาวไอทีอยากจะมีไว้ใน ครอบครอง โดยเฉพาะคนที่ต้องการชาร์จพลังงานนอกอาคาร และคนที่ไม่อยากเสียเวลารอเป็นชั่วโมงกว่าจะสามารถชาร์จได้เต็ม

สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่าที่ไม่มีพอร์ตยูเอสบี ก็สามารถใช้ที่ชาร์จมหัศจรรย์นี้ได้โดยต่ออแดปเตอร์เข้ากับเครื่อง โดยหลังจากการจำหน่ายล็อต 3,000 ชุดแรก โตชิบามีแผนเพิ่มจำนวนการผลิตทั้งในส่วนเครื่องไดนาริโอ้และอแดปเตอร์ รวมถึงการขยายพื้นที่จำหน่ายให้แพร่หลายกว่านี้

โต ชิบาตอกย้ำอนาคตสดใสของการนำเซลล์เชื้อเพลิงมาใช้เป็นแหล่งพลังงานใน แบตเตอรี่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่า การเผาผลาญพลังงานในแบตเตอรี่เหล่านี้กำลังเป็นความกังวลหลักในเรื่องการ สิ้นเปลืองพลังงานของโลก สอดรับกับกระแสโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังปรับพฤติกรรมเพื่อแก้ปัญหานี้อย่าง เร่งด่วน


ภาย ใน"ไดนาริโอ้"จะมีถังเชื้อเพลิงความจุ 14 มิลลิลิตร เมื่อเติมเมธานอลเหลวลงไปจะกำเนิดพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ได้ภายใน 20 วินาที




การเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับที่ชาร์จแบบครบทีม




ขนาดเครื่องไดนาริโอ้เมื่อเทียบกับขวดบรรจุเมธานอลเหลวขนาด 50 มิลลิลิตร

ยังไม่มีรายงานกำหนดการวางตลาดที่ชาร์จพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงนอกพื้นที่ญี่ปุ่นในขณะนี้

Thak data astv manager online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไมโครซอฟท์พร้อมขาย"วินโดวส์เซเว่น"ราคาสุดพิเศษ


ไมโครซอฟท์เปิดตัวระบบปฏิบัติการวินโดวส์เซเว่น พร้อมกันทั่วโลกมอบสิทธิพิเศษสำหรับคนไทยในราคาถูกกว่าปกติเกินครึ่ง เชื่อกระแสตอบรับช่วยผลักดันตลาดไอที หวังขายในงานเปิดตัวสิ้นเดือนนี้ 3,000 กล่อง ด้านคู่ค้ารับช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี กลุ่มลูกค้าองค์กรทยอยเปลี่ยนใช้งาน

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัววินโดวส์เซเว่น ในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญกับตลาดไอทีในบ้านเราเมื่อเทียบกับ ครั้งเปิดตัววินโดวส์ เอ็กซ์พีประมาณเกือบ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งการเปิดตัววินโดวส์เซเว่นจะกระตุ้นให้เกิดการซื้อคอมพ์ใหม่มากขึ้นตามผล วิเคราะห์ของทางไอดีซี ที่ประมาณการณ์ว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ตลาดพีซีจะโตขึ้นประมาณ 30%

"จากกระแส ตอบรับไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดเวอร์ชันทดลองใช้สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยกว่า 100,000 คนรวมไปถึงโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียน 777 คนในประเทศ ที่จะสามารถซื้อวินโดวส์ เซเว่นในราคา 2,777 บาท หมดภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้ทางไมโครซอฟท์ต้องทำโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจเพิ่มในราคา 3,777 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาปกติที่จะขายเกือบ 50%"

โดยโปรโมชันราคา 3,777 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ "Windows 7 Home Premium" นั้นทางไมโครซอฟท์จะพยายามทำราคานี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงจำนวนผู้ที่ให้ความสนใจด้วย เนื่องจากถือเป็นราคาพิเศษสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ทำให้ไม่สามารถกำหนดได้ว่าโปรโมชันนี้จะจัดไปถึงเมื่อใด

ทั้งนี้ ภายในงานเปิดตัววินโดวส์เซเว่นอย่างเป็นทางการที่จะจัดขึ้นที่ลานแฟชันฮอลล์ สยามพารากอน ในวันที่ 31 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2552 นั้นทางไมโครซอฟท์คาดว่าทางผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์จะสามารถขายเครื่องพร้อม ลิขสิทธิ์วินโดวส์เซเว่นได้มากกว่า 2,000 เครื่อง ส่วนทางไมโครซอฟท์หวังที่จะขายทั้งประมาณ 3,000 กล่อง

"ภาย ในงานดังกล่าวเราเน้นที่จะให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับวินโดวส์ เซเว่นเป็นหลัก คาดว่ามีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000 คน ซึ่งหวังว่า 40% ของผู้เข้าชมงานจะได้ประสบการณ์ใช้งานวินโดวส์เซเว่นกลับไป ส่วนในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธ์ทางไมโครซอฟท์ต้องขอบคุณภาครัฐรวมไปถึงภาค เอกชนที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันให้ความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดลิขสิทธ์"

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการใช้งานวินโดวส์สำหรับผู้ที่ละเมิด ลิขสิทธ์นั้น ในช่วงต้นปีหน้าทางไมโครซอฟท์ประเทศไทยจะเข้าร่วมโปรแกรม "Reduced Functionality" ในการลดฟีเจอร์การใช้งานสำหรับลูกค้าที่ละเมิดลิขสิทธ์ โดยจะเป็นการลดฟังก์ชันการทำงานลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่การโอนย้ายข้อมูลเพียงอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ได้รับรู้ถึงการใช้งานซอฟท์แวร์ลิขสิทธ์เพื่อช่วย กระตุ้นภาพรวมของเศรษฐกิจ

ด้านคู่ค้าผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์ตอบรับวินโดวส์เซเว่น

ผู้จำหน่ายสินค้าไอทีรายสำคัญอย่างเอเซอร์ อัสซุส เดลล์ โซนี่ และพาร์ทเนอร์ของไมโครซอฟท์รับวินโดวส์เซเว่นจะช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี ส่วนตลาดลูกค้าองกรค์ขนาดใหญ่ ภาครัฐ เอกชน การศึกษา และกลุ่มธุรกิจขนาดกลางที่สนใจเริ่มเข้าโปรแกรมทยอยเปลี่ยนระบบปฏิบัติการ แล้ว

นาง สาวปฐมา กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนระบบปฏิบัติการมาเป็นวินโดวส์เซเว่น ได้รับการตอบรับดีมากในทุกๆภาคส่วนของสังคม ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่ได้ทดลองใช้เกือบ 100% สนใจที่จะเปลี่ยนมาใช้วินโดวส์เซเว่น จาก 3 ปัจจัยหลักคือ ง่ายต่อการใช้งาน เข้ากับอุปกรณ์ได้ทันที และความเร็วของระบบปฏิบัติการเอง

นายบุญชัย เงาวิศิษฏ์กุล ผู้จัดการอาวุโสกลุ่ม ผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ บริษัท เอเซอร์คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ของเอเซอร์ที่วางจำหน่ายต่อจากนี้ไปส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับลิ ขสิทธ์วินโดวส์เซเว่นเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ผู้ที่ซื้อลิขสิทธ์วินโดวส์วิสต้า โฮม พรีเมียมไปก่อนหน้านี้ สามารถติดต่อขอรับแผ่นวินโดวส์เซเว่นได้ทันที เพียงแต่ลูกค้าต้องเสียค่าจัดส่งไม่เกิน 700 บาท

ส่วนนายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของอัสซุส มีหลากหลายทั้งโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก รวมไปถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อย่างเมนบอร์ด และกราฟิกการ์ดของอัสซุส ที่รองรับการใช้งานวินโดวส์เซเว่นเรียบร้อยแล้ว

ด้านเดลล์ก็เช่นเดียวกัน นายเอกราช ปัญจวีณิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชัน (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลถึงผลิตภัณฑ์ของเดลล์ ทั้งด้านคอร์ปอเรตและคอนซูเมอร์ ต่างมีรองรับวินโดวส์เซเว่นแล้วเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Inspiron และ Studio นอกจากนี้ ยังเปิดคอลเซ็นเตอร์เพื่อสอบถามปัญหาเกี่ยวกับวินโดวส์เซเว่นสำหรับลูกค้า เดลล์ด้วย

สุดท้ายนายเคน นากาเตะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวถึงจำนวนโน้ตบุ๊กของโซนี่ที่รองรับวินโดวส์เซเว่นกว่า 30 รุ่น พร้อมนำเสนอ Vaio X ซีรีส์สุดบาง ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตอกย้ำเทคโนโลยีของโซนี่ ไวโอ้

สำหรับ วินโดวส์เซเว่นที่จำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 เวอร์ชันด้วยกันคือ Home Premium, Professional และ Ultimate คาดว่าราคาปกติจะอยู่ในช่วง 5,xxx ถึง 8,xxx บาท โดยสำหรับผู้ใช้ทั่วไปเวอร์ชัน Home Premium ก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้ว

Thank manager online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"บรื้น CAT CDMA" โรดโชว์ทั่วไทย


กสททุ่ม 15 ล้าน เดินหน้าโรดโชว์ CAT CDMA ระบบ 3G เชื่อมต่อเน็ตไร้สายความเร็วสูง 3.1 เมกะบิต/วินาที 15 จังหวัด 3 เดือน คาดสิ้นปีได้ลูกค้าทั้งหมด 5 แสนราย

นายปรีชา จินดามัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กสท ทุ่มเงินกว่า 15 ล้านบาทจัดกิจกรรมโรดโชว์การใช้เทคโนโลยี 3G ในระยะเวลา 3 เดือนเพื่อให้ประชาชน 15 จังหวัดได้มีประสบการณ์สัมผัสการใช้งานจริงก่อนผู้ให้บริการรายอื่นจะเปิด ให้บริการ 3G เนื่องจากโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ CAT CDMA ที่ครอบคลุม 51 จังหวัดภูมิภาคเป็นระบบ 3G ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายด้วยความเร็ว 3.1 เมกะบิต/วินาที หลังได้รับการตอบรับที่ดีจากภาพยนตร์โฆษณาชุด “บรื้น” ที่ออกอากาศในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน กสท มีลูกค้า CAT CDMA จำนวน 3.3 แสนรายและคาดว่า สิ้นปีจะเพิ่มเป็น 5 แสนราย โดยลูกค้า 80% ยังใช้บริการด้านเสียง และ 20% ใช้บริการด้านข้อมูล

นอกจากนี้ กสท ได้เซ็นเอ็มโอยูกับฮัทช์และบริษัทย่อยรวม 4 บริษัท เพื่อทำให้โครงข่ายซีดีเอ็มเอ เหลือเพียงโครงข่ายเดียวโดยเป็นของกสท ซึ่งจะทำให้ได้ลูกค้าของฮัทช์ 1 ล้านรายและในปีหน้า กสท มีแผนที่จะโหมทำตลาดให้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้รายได้ของ CAT CDMA ขณะนี้อยู่ที่ 900 ล้านบาท คาดภายในสิ้นปีจะมีรายได้อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท

ปัจจุบัน CAT CDMA มีแพกเกจโปรโมชั่นใหม่ๆ มากมาย ทั้งค่าโทร.และ อินเทอร์เน็ตไร้สายพิเศษสุดสำหรับงานนี้ โปรโมชัน คุ้มสุดๆ โทร.ฟรีทุกเครือข่ายสูงสุดนาน 22 ชม./วัน เริ่มต้นที่ 189 บาท/เดือน โปรโมชันโทรศัพท์มือถือราคาพิเศษ แถมซิม พร้อมค่าโทร.ฟรี 1,200 บาท และโปรโมชันอุปกรณ์ USB Modem ราคาพิเศษที่แถมสิทธิการใช้งานอินเทอร์เน็ต 3G ไม่จำกัดชั่วโมง ฟรีนาน 3 รอบบิล
Company Related Links :
Cattelecom
Thak news astv

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดูนัยน์ตาแห่งหายนะ "ลูปี๊ต" ไต้ฝุ่นโหดระดับ 4


ภาพ จำลองของ TSR โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTSAT เวลา20.30 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ ไต้ฝุ่นลูปี๊ต (Lupit) เผยให้เห็นนัยน์ตารูเข็มอันน่าชิงชังของมัน ขณะเร่งความเร็วอยู่ในระดับ C4 ปั่นไอน้ำให้พวยพุ่งอยู่ในเขตทะเลฟิลิปปินส์ และทั่วอาณาบริเวณเขตแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ "นัยน์ตาแห่งพายุ" หรือ Eye of Storm เป็นสิ่งบอกความเร็วใกล้จุดศูนย์กลางของพายุแต่ละลูก โดยปกติทั่วไป พายุยิ่งแรง "รูเข็ม" ยิ่งเล็ก


ไต้ฝุ่นลูปี๊ตได้เร่งความเร็วขึ้นเป็นระดับ 4 ในบ่ายวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ และ ได้เปิดเผยให้เห็นนัยน์ตาเล็กๆ แบบ "ตาเข็ม" (Needle Eye) ของมัน ณ จุดศูนย์กลาง ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความเร็วและแรงที่ไม่ปกติธรรมดา นักพยากรณ์ในฟิลิปปินส์กล่าวว่า ลูปี๊ตอาจจะปั่นความเร็วกับความแรงขึ้นสู่ระดับ 5 ในไม่ช้า

"ระดับ 5" หรือ C5 (Category 5) หมายถึงความหายนะ ไต้ฝุ่นระดับนี้มีสามารถทำให้เกิดพายุรอบๆ พัดเร็วและรุนแรงถึง 250 กม./ชม. สามารถทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางให้เป็นจุลมหาจุลในพริบตา

ลูปี๊ต เป็นคำในภาษาตากาลอก (Tagalog) หรือภาษาท้องถิ่นของชาวฟิลิปปินส์ มีความหมายตรงตามตัวว่า "โหดร้าย" และ "รุนแรง" ก่อตัวขึ้นเห็นได้ชัดเจนในวันที่ 14-15 ต.ค. และสามารถ ทวีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 หรือ C1 (Category 1) ในวันที่ 16 และ เร่งตัวเองขึ้นสู่ระดับ 4 ได้ในอีก 2 วันถัดมา

ในวันอาทิตย์เช่นกัน ฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังจะเป็นด่านแรกในการทดสอบพลังของไต้ฝุ่นลูปี๊ต ได้จัดส่งทีมกู้ภัยฉุกเฉินขึ้นเหนือพร้อมสิ่งบรรเทาทุกข์ สภาประสานความร่วมมือกอบกู้วิบัติภัยแห่งชาติ หรือ NDCC (National Disaster Coordinating Council) กล่าวว่า คนกับสิ่งของซึ่งรวมทั้งอาหาร ยารักษาโรค ผ้าคลุมกันฝน ถูกส่งไปเพิ่มตาม "พื้นที่ยุทธศาสตร์" ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุป้าหม่า

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์กล่าวในบ่ายวันอาทิตย์ว่า ไต้ฝุ่นลูปี๊ตได้ทวีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางขึ้นถึง 175 กม./ชม และ ทำให้เกิดลมแรงมหาศาลถึง 210 กม./ชม. ในอาณาบริเวณห่างจากแผ่นดินราว 1,000 กม. และ มีทิศทางเคลื่อนตัวเบนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะเบนหัวกลับทิศการเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก สู่ทะเลจีนใต้ในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้า

“ผู้ที่อยู่ในจุดที่ยากลำบากในการเข้าถึงต่างๆ ควรจะอพยพออกมาเสียตั้งแต่ยังมีเวลาอยู่.. การช่วยเหลือจะยุ่งยากมากเมื่อเกิดพายุอีก” นายปริสโก นิโล (Prisco Nilo) ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยา กล่าวระหว่างแถลงข่าว



ภาพ จำลองของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่นที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม MTSAT ดวงเดียวกัน เมื่อเวลา 19.00 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ก็ออกมาไม่ต่างกัน ลูปี๊ตแสดงนัยน์ตารูเข็มแห่งความโหดร้ายของมัน ขณะที่กำลังปั่นไอน้ำคละคลุ้งคลุมอาณาบริเวณกว้างตั้งแต่ทะเลฟิลิปปินส์ขึ้น ไปจนเกือบจะถึงเขตทะเลญี่ปุ่น

พ.อ.เออร์เนสโต ตอร์เรส (Ernesto Torres) โฆษกสภาประสานงานกู้ภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวเตือนทำนองเดียวกันว่า ราษฎรที่กลับภูมิลำเนาในพื้นที่เสี่ยงภัยแห่งต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ควรจะรีบออกไป เพื่อให้พ้นอันตรายดินเลื่อน ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจจะเกิดจากไต้ฝุ่นลูปี๊ต

ในวันเสาร์ (ตรงกับวันอาทิตย์ตามเวลาในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (Joint Typhoon Warning Center) ของกองทัพสหรัฐฯ ที่อ่าวเพิร์ล รัฐฮาวาย ได้พยากรณ์ ไต้ฝุ่นลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านปลายสุดของเกาะลูซอน (Luzon) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่อยู่เหนือสุดในกลางสัปดาห์หน้า และ เคลื่อนเข้าทะเลจีนใต้หลังจากนั้น

แผนภูมิที่ใช้ขอมูลดาวเทียมที่จัดทำโดย JTWC ได้แสดงให้เห็นไต้ฝุ่นลูปี๊ตในเขตทะเลฟิลิปปินส์ ในวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ ขณะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 26 กม./ชม. และ แผนภูมิที่จัดทำโดยศูนย์เตือนความเสี่ยงจากพายุโซนร้อน (Tropical Storm Risk) ในกรุงลอนดอนก็ได้แสดงทิศทางการเคลื่อนตัวในทางเดียวกัน

สำนักพยากรณ์ชั้นนำทั้งสองแห่งกล่าวว่า ในวันจันทร์ (19 ต.ค.) ไต้ฝุ่นลูปี๊ตจะเริ่มหันหัวไปทางตะวันตก และเคลื่อนผ่านปลายสุดของเกาะลูซอนในราววันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) และ เคลื่อนเข้าทะเลจีนใต้ในวันรุ่งขึ้น

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลางเวียดนามได้ออกเตือนเกี่ยวกับ โอกาสที่ไต้ฝุ่นลูปี๊ตจะพัดเข้าถึงฝั่งอีกลูกหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์หน้า เพราะว่าโอกาสที่พายุจะเคลื่อนขึ้นเหนือ ผ่านเกาะไต้หวันเข้าสู่แผ่นดินใหญ่จีนเช่นไต้ฝุ่นมรกต (Morakot) ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมามีน้อยลง


ภาพ จำลองโดยใช้ข้อมูลของดาวเทียมเอเชียแส็ท (ASIASAT) ก็ไม่ได้ต่างกัน ลูปี๊ตโชว์นัยน์ตาแห่งพายุรูปรูเข็ม ขณะอาละวาดครอบคลุมบริเวณกว้างในเขตทะเลฟิลิปปินส์เมื่อเวลา 18 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้




ย้อนหลังไปเพียงวันเดียว คือเมื่อวันเสาร์ (17 ต.ค.) ลูปี๊ต ยังไม่ได้โผล่นัยน์ตารูเข็มของมันออกมาให้เห็น ขณะที่กำลังรเร่งความเร็วจากไต้ฝุ่นระดับ 1 ขึ้นเป็นระดับ 2 ยังไม่แรงพอ ที่จะมองเห็นนัยน์ตาแห่งพายุได้จากห้วงหาว

ในฟิลิปปินส์ ลูปี๊ตกำลังจะทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ในบริเวณเดิมที่ไต้ฝุ่นสองลูกคือ "อันดอย" (Andoy) หรือ เกดสะหนา (Ketsana) กับ "ปีเป็ง" (Pepeng) หรือ ป้าหม่า (Parma) พัดเข้าถล่มในช่วงกลางเดือน ก.ย. ถึงต้นเดือน ต.ค.นี้ และ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันราวกว่า 900 คน รวมทั้งในเมืองหลวงมะนิลาด้วย ทั้งนี้เป็นตัวเลขรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี

ส่วนในเวียดนาม ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาพายุป้าหม่าเพิ่งพัดเข้าทำความเสียหายให้แก่บ้านเรือน ราษฎรและจมเรือประมงในเขต จ.กว๋างนีง (Quang Ninh) ที่อยู่ติดชายแดนจีนกับในนครหายฟ่อง (Hai Phong) ในเวลาต่อมา ซ้ำเติมความบอบช้ำที่ไต้ฝุ่นเกดสะหนาทิ้งเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์สิ้นเดือน ก.ย.

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์ พายุป้าหม่าได้พัดเข้าสร้างความเสียหายใน อ.เกาะบาหวี (Ba Vy) ร้อยละ 80 ของบ้านเรือนราษฎรในอำเภอเกาะแห่งนี้ถูกทำลายยับเยิน ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งอีกครั้งหนึ่ง อ่อนตัวลงเป็นดีเปรสชั่น และสลายตัวไปขณะเคลื่อนผ่านที่ราบปากแม่น้ำแดงทางตอนใต้ของกรุงฮานอย

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ เวียดนามยังคงเยียวยารักษาบาดแผลในหลายจังหวัดภาคกลางที่ไต้ฝุ่นเกดสะหนา ซึ่งมีความแรงระดับ C2 พัดทำลายระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย.


ภาพ เอเอฟพีวันที่ 18 ต.ค.2552 คุณแม่สองคนนี้ต้องดูแลลูกๆ ในเต็นท์พักพิงชั่วคราว ที่ทางการตั้งขึ้นในเขตชานนครมะนิลา หลังจากบ้านเรือนถูกไต้ฝุ่นเกดสะหนาทำลายราบในปลายเดือน ก.ย. ปัจจุบันยังมีชาวฟิลิปปินส์นับหมื่นๆ ไร้ที่อยู่ ขณะที่ไต้ฝุ่นลูปี๊ต (Lupit) ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและแรงมาก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนเหนือของประเทศอีกลูกหนึ่งกลางสัปดาห์นี้.





ภาพ เอเอฟพีวันที่ 17 ต.ค.2552 ชาวฟิลิปปินส์ในเขตเมืองปาสิก (Pasik) ชานนครมะนิลา กำลังเดินข้ามถนนโดยใช้ "สะพานลอย" ที่ทำขึ้นชั่วคราว เพื่อไม่ต้องเดินลุยน้ำเบื้องล่าง ไต้ฝุ่ยเกดสะหนากับป้าหม่าทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำปาสิกเอ่อขึ้นท่วมเมืองหลวงมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว




แต่ ในทุกวิกฤตมีโอกาสแฝงอยู่ อุทกภัยจากไต้ฝุ่นที่เกิดซ้ำซาก ได้ทำให้เกิดรถรับจ้างสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอย่างที่เห็นในภาพของเอเอฟพี ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2552 ในเขตเมืองปาสิก ชานนครมะนิลา เป็นการะประดิษฐ์สร้างเพื่อเอาชนะภัยธรรมชาติที่เลี่ยงไม่ได้

thank News data ASTV

อ่านต่อกด..จ๊ะ.