เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม สมองสองซีก ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-sciences.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

วันนี้สุริยุปราคา 15 มกราคม 2553


บ่ายวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 จะเกิดสุริยุปราคาซึ่งปีนี้ประเทศไทยมีโอกาสสังเกตได้เพียงครั้งเดียว สุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้มีเส้นทางคราสวงแหวนผ่านทวีปแอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย ทางใต้ของประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า และจีน ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเส้นทางคราสวงแหวน แต่อยู่ในเขตที่สามารถสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนได้โดยภาคเหนือเห็นดวง อาทิตย์แหว่งมากที่สุด

วันที่เกิดสุริยุปราคาดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์มากเนื่อง จากเป็นช่วงก่อนที่ดวงจันทร์จะอยู่ห่างโลกที่สุดไม่ถึง 2 วัน และหลังจากวันที่โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไม่ถึง 2 สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดสุริยุปราคาวงแหวนยาวนานถึง 11 นาที 8 วินาที ที่กึ่งกลางคราส นับเป็นสุริยุปราคาวงแหวนที่ยาวนานที่สุดในคริสต์สหัสวรรษที่ 3 (ค.ศ. 2001-3000) และเป็นครั้งเดียวที่นานกว่า 11 นาที (ครั้งถัดไปที่นานกว่า 11 นาที เกิดในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 3043)

ดูรูปขยาย

สุริยุปราคา 15 มกราคม 2553 เริ่มต้นในเวลา 11:05 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเร็วกว่าเวลาสากล (UT) 7 ชั่วโมง จังหวะนั้นเงามัวของดวงจันทร์เริ่มแตะผิวโลกในทวีปแอฟริกา เงาคราสวงแหวนเริ่มสัมผัสผิวโลกเวลา 12:14 น. บริเวณตะวันตกของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ศูนย์กลางเงาสัมผัสผิวโลกตรงบริเวณใกล้กันในอีก 4 นาทีถัดมา ที่นั่นเห็นสุริยุปราคาวงแหวนขณะดวงอาทิตย์ขึ้น นาน 7 นาที 9 วินาที เงาเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว เข้าสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แล้วผ่านยูกันดา ซีกด้านเหนือของทะเลสาบวิกตอเรีย เคนยา ส่วนเล็ก ๆ ทางเหนือของแทนซาเนีย และทางใต้ของโซมาเลีย ก่อนลงสู่มหาสมุทรอินเดีย

เมืองบังกีในสาธารณรัฐแอฟริกากลางเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 3 นาที 57 วินาที โดยดวงอาทิตย์มีมุมเงย 4 องศา กัมปาลาในยูกันดาเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 7 นาที 38 วินาที ส่วนที่เมืองไนโรบีของเคนยาเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 6 นาที 52 วินาที แนวคราสวงแหวนขณะอยู่ในมหาสมุทรเฉียดห่างขึ้นไปทางเหนือของเมืองวิกตอเรียใน สาธารณรัฐเซเชลส์ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะในมหาสมุทรอินเดีย

เงาคราสวงแหวนเปลี่ยนทิศทางโดยวกขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ กึ่งกลางคราสซึ่งเป็นจุดที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนเกือบนานที่สุดอยู่ใน มหาสมุทร เกิดขึ้นในเวลา 14:07 น. นาน 11 นาที 8 วินาที จากนั้นพาดผ่านหมู่เกาะมัลดีฟส์ในเวลาประมาณ 14:26 น. เมืองมาเลเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานถึง 10 นาที 46 วินาที

เงาคราสวงแหวนแตะทางใต้ของอินเดียและทางตะวันตกเฉียงเหนือของศรีลังกาใน เวลา 14:40 - 15:00 น. เมืองจาฟนาของศรีลังกาซึ่งอยู่ใกล้แนวกึ่งกลางคราสเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 10 นาที 9 วินาที ดวงอาทิตย์มีมุมเงย 55 องศา

เงาคราสวงแหวนมุ่งหน้าสู่อ่าวเบงกอล ศูนย์กลางเงาแตะชายฝั่งพม่าในเวลาประมาณ 15:33 น. ตรงบริเวณเมืองซิตตเว เมืองหลวงของรัฐยะไข่ ที่นั่นเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 8 นาที 39 วินาที ดวงอาทิตย์มีมุมเงย 34 องศา ส่วนเล็ก ๆ ทางตอนล่างของบังกลาเทศกับอินเดียตะวันออกก็อยู่ในเส้นทางคราสวงแหวนด้วย จากนั้นผ่านมัณฑะเลย์ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 7 นาที 37 วินาที ดวงอาทิตย์มีมุมเงย 30 องศา

ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนเข้าสู่ประเทศจีนในเวลาประมาณ 15:41 น. เมืองใหญ่ที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวน ได้แก่ ฉงชิ่ง เจิ้งโจว และจี่หนาน ฉงชิ่งอยู่กลางคราสพอดี เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 7 นาที 50 วินาที ดวงอาทิตย์มีมุมเงย 16 องศา เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 4 นาที 40 วินาที ดวงอาทิตย์มีมุมเงย 7 องศา ส่วนจี่หนาน มณฑลชานตง มีตำแหน่งใกล้ขอบเขตด้านเหนือของเส้นทางคราส ที่นั่นเห็นสุริยุปราคาวงแหวนนาน 1 นาที 9 วินาที (อาจสั้นกว่านี้เนื่องจากผิวที่ไม่เรียบของดวงจันทร์) ดวงอาทิตย์มีมุมเงยเพียง 4 องศา

คราสวงแหวนไปสิ้นสุดบริเวณแหลมชานตงที่ยื่นออกสู่ทะเลเหลืองในเวลา 15:59 น. ที่กึ่งกลางเห็นสุริยุปราคาวงแหวนขณะดวงอาทิตย์ตกเป็นระยะเวลานาน 7 นาที 12 วินาที จากนั้นเงามัวของดวงจันทร์จะหลุดออกจากผิวโลกในเวลา 17:08 น. ในประเทศจีน นับเป็นจุดสิ้นสุดของสุริยุปราคาในวันนี้

บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วนครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปเอเชีย แอฟริกา บางส่วนทางตะวันออกของยุโรป มหาสมุทรอินเดีย สำหรับประเทศไทย บริเวณภูเก็ตเป็นจุดที่เริ่มเห็นสุริยุปราคาเป็นที่แรก ภาคเหนือตอนบนเห็นดวงอาทิตย์แหว่งมากกว่าภาคอื่น ๆ และเป็นจุดสุดท้ายที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่าน

อ่านรายละเอียดทั้งหมด จากสมาคมดาราศาสตร์นะจ๊ะ

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

15 ม.ค.พลาดชม "สุริยุปราคา" หนนี้ต้องรออีก 2 ปี



"สุริยุปราคา" กลับมาอีกครั้ง 15 ม.ค.นี้ หากพลาดชมต้องรออีกที 2 ปีข้างหน้า ขณะทีจีน-พม่า เห็นเป็นแบบวงแหวน แต่ไทยเห็นเป็นแบบบางส่วน โดยภาคเหนือเห็นคราสบังมากที่สุด 70% ส่วนกรุงเทพฯเห็นได้ 50% ภาคใต้เห็นน้อยสุด ด้านนักวิชาการเตือนให้ดูอย่างถูกต้อง อย่ามองด้วยตาเปล่า

ปรากฏการณ์สุริยุปราคากลับมาอีกครั้งในวันที่ 15 ม.ค.53 นี้ เป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 14.00-17.00 น. โดยภาคเหนือจะเห็นคราสบังมากที่สุด โดย จ.แม่ฮ่องสอนเห็นการบดบังมากถึง 77% ส่วนกรุงเทพฯ เห็นการบดบังได้ 57.3% ขณะที่ภาคใต้เห็นการบดบังน้อยสุด จ.นราธิวาสเห็นการบดบังเพียง36%


ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า สุริยุปราคาบางส่วนที่เห็นได้ในเมืองไทยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปรากฎสุริยุปราคาวงแหวนที่คราสพาดผ่านพม่าและจีน ทั้งนี้สุริยุปราคาวงแหวนเกิดจากขนาดปรากฏของดวงจันทร์เล็กกว่าดวงอาทิตย์

"สุริยุปราคาวงแหวนเป็นสิ่งปกติของสุริยุปราคาที่เกิดในเดือน ม.ค. เนื่องจากเป็นเดือนที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ดังนั้นจึงเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้ยาก ครั้งนี้ไทยอยู่ใกล้แนวคราสวงแหวน จึงเห็นสุริยุปราคาบางส่วน ซึ่งแต่ละภาคจะเห็นการบดบังไม่เท่ากัน แต่ตลอดปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนและสุริยุปราคาบางส่วน ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า" ดร.ศรัณย์กล่าว

พร้อมกันนี้รอง ผอ.สดร.ได้แนะนำว่าไม่ควรชมสุริยุปราคาด้วยตาเปล่า และดูด้วยอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัย เช่น แผ่นซีดี กระจกช่างเชื่อม เบอร์ 14 แว่นตาสำหรับชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาโดยเฉพาะ หรืออาจดูทางอ้อมโดยใช้กล้องรูเข็รับภาพดวงอาทิตย์ให้ตกที่ฉาก และมีปรากฏการณ์ที่น่าติดตามระหว่างปรากฏการณ์คือรูปเงาเสี้ยวจากใบไม้

ทั้งนี้ สดร.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บข้อมูลระหว่างเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดย ดร.ศรัณย์กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า ระหว่างเกิดสุริยุปราคาจะศึกษาข้อมูลในเชิงอุตุนิยมวิทยา คือ อุณหภูมิ ความสว่างของท้องฟ้า ลม ความกดอากาศ เพื่อศึกษาว่าเมื่อแสงอาทิตย์ลดลงแล้วมีผลอะไรบ้าง เนื่องจากการบดบังของจันทร์นั้นทำให้แสงอาทิตย์ตกไม่ถึงชั้นบรรยากาศโลก จะทำให้เข้าใจเรื่องชั้นบรรยากาศ ความร้อนและการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์


ด้าน รศ.บุญรักษา สุทรธรรม ผอ.สดร. กล่าวว่า เมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ คนมักให้ความสนใจ โดยสุริยุปราคาเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่เห็นได้ในตอนกลางวัน สังเกตง่าย และนอกจากปรากฏการณ์สุริยุปราคาแล้วยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์อื่นๆ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สนใจวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้นด้วย

สำหรับวันเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา ทาง สดร.ได้ร่วมกับหน่วยงานในเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 30 หน่วยงาน จัดกิจกรรมเพือให้ประชาชน เยาวชนได้ร่วมในการสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคา อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย หอดูดาวบัณฑิต จ.ฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งเดียวในปี 2553 ซึ่งหลังจากนี้จะเกิดสุริยุปราคาบางส่วนขึ้นในเมืองไทยอีกครั้งวันที่ 20 พ.ค.55 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสุริยุปราคาวงแหวนที่คราสพาดผ่านญี่ปุ่น และในวันที่ 8 มี.ค.59 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่คราสพาดผ่านเกาะ บอร์เนียวและเกาะสุมาตรา และไทยจะเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนในส่วนของภาคใต้วันที่ 21 พ.ค.74

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

ตื่น! วันสงกรานต์ 29 ปีข้างหน้า ดาวหางอาจชนโลก


ตื่น! วันสงกรานต์ 29 ปีข้างหน้า ดาวหางอาจชนโลก



ผู้เชี่ยวชาญรวมกลุ่มเรียกร้องให้ สหประชาชาติหาวิธีเบี่ยงเบนเส้นทางของดาวเคราะห์น้อย ซึ่งมีโอกาสพุ่งชนโลกในปี 2579

นายรัสตี ชไวการ์ต อดีตนักบินอวกาศของยานอพอลโล 9 เป็นตัวแทนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากนักบินอวกาศ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ ออกมาเปิดเผยรายงานระบุว่า โลกอาจมีโอกาส 1 ใน 45,000 ที่จะถูกดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสพุ่งเข้าชนในวันที่ 13 เมษายน 2579 นอกจากนี้ คาดว่ายังมีเทหวัตถุอีกกว่าหลายร้อยชิ้นที่มีโอกาสพุ่งเข้าชนโลกในอนาคต

การเบี่ยงเบนวิถีของดาวเคราะห์น้อยสามารถกระทำได้โดยใช้ยานอวกาศเข้าไปประกบ และเบี่ยงเส้นทางของดาวเคราะห์น้อยให้พ้นจากโลก โดยมีการประเมินว่า การเบี่ยงเบนเส้นทางของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส ซึ่งมีความยาวประมาณ 140 เมตร อาจต้องใช้ยานปล่อยแรงโน้มถ่วงติดต่อกันราว 12 วัน ซึ่งโครงการดังกล่าวอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,982 ล้านบาท)
สถาบันดาราศาสตร์ไทยย้ำ อย่าตื่นข่าวดาวเคราะห์ชนโลก!

นักดาราศาสตร์ไทยเตือนคนไทยไม่ควรตื่นตกใจกับข่าวดาวเคราะห์น้อย "อะโพฟิส" พุ่งชนโลก เพราะจากการคำนวณของ "นาซ่า" ล่าสุดระบุมีโอกาสน้อยมาก และข้อมูลที่นักบินอวกาศระบุเป็นข้อมูลเก่าที่เผยแพร่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา คาดต้องการทุนไปศึกษาค้นคว้าหาวิธีเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อยให้พ้นจากโลก มากกว่า

นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่นายรัสตี ชไวการ์ต อดีตนักบินอวกาศของยานอพอลโล 9 เป็นตัวแทนผู้เชี่ยวชาญนักบินอวกาศ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ ออกมาระบุว่า โลกอาจมีโอกาส 1 ใน 45,000 ที่จะถูกดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส พุ่งเข้าชนในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ.2579 หรืออีก 29 ปีข้างหน้า ว่า ข่าวดังกล่าวเคยเผยแพร่มาแล้วเมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นการคำนวณครั้งแรกของสำนักงานบริหารอวกาศสหรัฐ (นาซ่า) ว่า ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสมีโอกาสพุ่งชนโลกในช่วงเวลานั้น

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส เป็นดาวเคราะห์ที่โคจรเฉียดโลกอยู่เป็นประจำ ซึ่งจะเข้ามาทุก 10 ปี ครั้งแรกที่โคจรเฉียดโลกและเคยคำนวณว่ามีโอกาสพุ่งชนโลกนั้นได้ถูกแรงโน้ม ถ่วงของโลกเบี่ยงเบนออกไปเป็น 29 ปีข้างหน้าที่ดาวเคราะห์ดังกล่าวอาจมีโอกาสจะพุ่งชนโลกอีก

อย่างไรก็ตาม ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เมื่อนาซ่าคำนวณวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสได้แม่นยำมากขึ้นก็พบว่า โอกาสมีน้อยมากๆ ที่จะเกิดเหตุการณ์อะโพฟิสชนโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจะปรับปรุงข้อมูลใหม่ตลอดเวลา เมื่อทราบวงโคจรที่ชัดเจนของดาวเคราะห์น้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ

"ครั้งแรกที่ดูตำแหน่งดาวเคราะห์น้อย 3 ครั้ง ว่าเคลื่อนที่อย่างไร และคำนวณออกมาว่ามีโอกาสระดับหนึ่ง แต่เมื่อยังมีความแม่นยำมากขึ้น ก็พบว่าโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะพุ่งชนโลกนั้นน้อยมาก ซึ่งข่าวนี้ประชาชนคนไทยไม่ควรตื่นตกใจ

"การที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาระบุนั้น ผมคิดว่าเขาต้องการที่จะหาทุนไปศึกษาค้นคว้าหาวิธีเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์ น้อยให้พ้นจากโลกมากกว่า และคนที่จะออกมาระบุว่าความแม่นยำได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากนาซ่าเท่านั้น โดยเฉพาะนายดอน เยโอแมนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคำนวณวงโคจรของนาซ่า" นายศรัณย์ กล่าว

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทำไมหน้าหนาว กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน


หน้า หนาวกลางวันสั้น กลางคืนยาว จึงมืดเร็ว ส่วนหน้าร้อนกลางวันยาวกว่ากลางคืน จึงมืดช้า สาเหตุมาจากแกนโลกเอียง และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในฤดูหนาวขั้วโลกเหนือเบนออกจากดวงอาทิตย์ทำให้ซีกโลกเหนือมีกลางวันสั้น กว่ากลางคืน ในฤดูร้อนขั้วโลกเหนือเบนเข้าหาดวงอาทิตย์ทำให้ซีกโลกเหนือมีกลางวันยาวกว่า กลางคืนดังกล่าวแล้วแกนโลกจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ในขณะที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ โดยในรอบ 1 ปี จะมีการแบ่งโซนการหันเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์เป็น 12 โซน ก็คือ 12 เดือน โดยเริ่มจากเดือน มกราคม จะหันเอียงโซนไต้ของโลกเข้าหาดวงอาทิตย์ บรรยากาศในโซนนั้น เช่นทวิป อันทากติก ก็จะอุ่น คือหน้าร้อน จะเห็นพระอาทิตย์เกือบ 24 ชั่วโมง ส่วนทางเหนือของโลก ที่เรียวว่าขั้วโลกเหนือ จะไม่เห็นพระอาทิตย์เลย เพราะความกลมของโลกระดับเส้นศูนย์สูตร บดบัง แต่ยังพอเห็นความสว่างเพีงแค่รำไร แต่ไม่เห็นดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ก็จะเห็นพระอาทิตย์น้อยลง ขึ้นอยู่ว่าไกลใกล้กับส้นศูนย์สูตรเท่าใด เช่น ประเทศในแถบเอเซีย เช่นประเทศไทย จะเริ่มเห็นพระอาทิตย์ประมาณ 6 โมงครึ่ง พระอาทิตย์ตก 6 โมง ประเทศทางแถบยุโรป พระอาทิตย์จะขึ้น ก็ 10 โมงเช้า พอ 3 โมงเย็นก็หายไปแล้วเดือนกุมภาพันธ์ พระอาทิตย์ก็จะมาอยู่แถวๆ ออสเตรเลีย มีนาคม ก็จะมาอยู่เหนือประเทศฟิลิปินส์ เมษายน ก็จะมาอยู่เหนือประเทศไทย พฤษภาคม ก็จะไปอยู่เหนืออินเดีย มิถุนายน ก็จะอยู่เหนือเมืองจีน ทางโน้นก็ร้อนตับแตก ตี 3 พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว กว่าจะลับฟ้าก็ 4 ทุ่ม ส่วนที่ขั้วโลกเหนือ ก็จะเห็นพระอาทิตย์ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เหมือนขั้วโลกใต้ เพราะแกนโลกเอียง 11 เปอร์เซ็นต์ แล้วแนวพระอาทิตย์ก็จะไล้ลงใต้อีก ผ่านประเทศไทยอีกครั้งก็เดือนสิงหาคม แต่ตอนนั้นมันไม่ร้อนบ้าเลือดอย่างเดือนเมษาเพราะเป็นหน้าฝน ยังพอมีน้ำฝนและเมฆบดบังแสงอาทิตย์ได้บ้าง ลองเอาส้มหรือลูกบอลล์ มาทดลองกับหลอดไปดู เอาแกนใต้หันเข้าหา และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแกนเหนือ ในขณะที่หมุนลูกทรงกลมนี้ไปเรื่อยๆ จะได้คำตอบว่าทำไมหน้าหนาว กลางคืนสั้นกว่ากลางวันและหน้าร้อนกลางวันยาวกว่ากลางคืน

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อย่าลืมวันนี้!!!!!!!!กลับมาอีกครั้งหวังว่าจะยิ่งใหญ่ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ค่ำคืน 17 พ.ย.นี้

ภาพ ปรากฎการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์เมื่อปี 2544 ซึ่งบันทึกภาพโดย นายสุเมธี เพ็ชร์อำไพ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ของ สดร.เมื่อปี 2551


กลับมาอีกครั้งหวังว่าจะยิ่งใหญ่ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 17 ถึงเช้าตรู่ 18 พ.ย.นี้ คาดมีปริมาณมากถึงชั่วโมงละ 100-500 ดวง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเห็นได้ดีสุดในโลก แนะชมตั้งแต่ 5 ทุ่มจะเห็นภาพสวยกว่าช่วงเกิดฝนดาวตกสูงสุด

ระหว่างแถลงข่าวกิจกรรม "Winter Sky มหัศจรรย์ปรากฏการณ์และกิจกรรมดาราศาสตร์แห่งปี" เมื่อวันที่ 9 พ.ย.52 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ศรันย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวว่า ระหว่างเดือน พ.ย.52-ก.พ.53 มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าติดตามหลายปรากฏการณ์ และเป็นช่วงทีท้องฟ้าในประเทศไทยเหมาะแก่การดูดาว เนื่องจากมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดความเย็นและอากาศแห้งมายังภูมิภาค ต่างๆ ของไทย

สำหรับวันที่ 17-18 พ.ย.นี้มีปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่เคยได้รับความสนใจมากในช่วงปี 2541 และปี 2544 โดยฝนดาวตกดังกล่าวเกิดจากสายธารฝุ่นดาวหาง 55พี/เทมเพล-ทัทเทิล (55p/tempel-Tuttle) และจากการคำนวณของนักดาราศาสตร์หลายคน ซึ่งรวมถึงนักดาราศาสตร์จากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) พบว่า ฝนดาวตกลีโอนิดส์จะเกิดจากสายธารฝุ่นที่ดาวหางทิ้งไว้เมื่อปี พ.ศ.2009 และ 2076

ปีนี้นักดาราศาสตร์หลายสำนักคำนวณตรงกันว่าจะมีฝนดาวตกเป็นร้อยดวง แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้างโดยอยู่ในช่วง 100-500 ดวงต่อชั่วโมง ซึ่งจะเกิดฝนดาวตกมากที่สุดประมาณ 04.00-05.30 น.ของวันที่ 18 พ.ย.

ภาพจำลองการเกิดฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่มีจุดเรเดียนท์ (Radiant) หรือจุดกระจายฝนดาวตกอยู่ที่กลุ่มดาวสิงโต


อย่างไรก็ตาม ดร.ศรันย์กล่าวว่า จากที่ได้สังเกตปรากฏการณ์ฝนดาวตกมากกว่า 20 ปี พบว่าช่วงเวลา 23.00 น.เป็นช่วงเวลาที่เห็นฝนดาวตกได้สวยที่สุด

เหตุผล ที่ฝนดาวตกในช่วงเวลาดังกล่าวสวยที่สุด เพราะฝุ่นดาวหางจะผ่านชั้นบรรยากาศโลกแบบเฉียดๆ ไม่วิ่งเข้าตรงๆ เหมือนช่วงที่เกิดฝนดาวตกสูงสุด โดยจะเห็นดาวตกเป็นสายเหมือนขบวนรถไฟ และวิ่งผ่านชั้นบรรยากาศช้ากว่า ขณะที่ช่วงเกิดดาวสูงสุดซึ่งมีความเร็วถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที

“ฝน ดาวตกลีโอนิดส์นี้น่าทึ่งตรงที่เมื่อเกิด "ฝนดาวตกลูกไฟ" (fireball) จะเกิดความร้อนสูงมาก และเกิดแสงสีเขียว ซึ่งเกิดจากความร้อนที่ถูกทิ้งไว้และทำให้ออกซิเจนในอากาศเกิดการเรืองแสง ส่วนบางครั้งที่เห็นแสงสีเขียวเป็นทางหยึกหยักนั้นเนื่องจากอากาศที่ถูกลม พัด" ดร.ศรันย์กล่าว

สำหรับฝนดาวตกลีโอนิดส์ครั้งนี้ ดร.ศรันย์บอกว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่หลายคนจะได้เห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์ปริมาณมาก อีกทั้งทางเอเชียตะวันออกจะเห็นได้ดีที่สุด

อีกทั้ง นักดาราศาสตร์ที่วิจัยฝนดาวตกจะเดินทางมาศึกษาในภูมิภาคนี้ โดยการศึกษาฝนดาวตกทำให้ทราบสภาพแวดล้อมรอบโลก และการกระจายของฝุ่นละอองรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งที่สุดจะนำไปสู่ความเข้าใจกำเนิดระบบสุริยะ แต่สำหรับเมืองไทยยังไม่มีใครวิจัยฝนดาวตกอย่างชัดเจนนัก

"มี การศึกษาว่าทุกๆ กว่า 30 ปีจะมีฝนดาวตกลีโอนิดส์ปริมาณมหาศาลที่เป็น "พายุฝนดาวตก" และมีรายงานกว่าในปี 2376 ที่สหรัฐฯ ได้เห็นฝนดาวตกมากถึง 100,000 ดวงต่อชั่วโมง และเมื่อปี 2541 ก็คำนวณว่าจะเกิดพายุฝนดาวตก แต่ก็ผิดคาด จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มคำนวณเก่งขึ้นและพยากรณ์ว่าปี 2544 จะเกิดพายุฝนดาวตกอีกครั้ง 17-18 พ.ย.ตอนนั้นคาดว่าจะได้เห็นเยอะสุดในวันที่ 18 แต่ปรากฎว่ากลับเห็นเยอะในวันที่ 17” ดร.ศรันย์กล่าว

อย่างไรก็ดี ดร.ศรันย์บอกว่า การเกิดฝนดาวตกนั้นมีความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่เกิดฝนดาวตกปริมาณ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีโอกาสมากถึง 50%

นอกจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่สวยงามแล้ว ยังมีฝนดาวตกเจมินิดส์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-14 ธ.ค. โดยปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ติดตาม เพราะปีนี้ไม่มีแสงรบกวนจากดวงจันทร์ โดยฝนดาวตกชนิดนี้มีปริมาณมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง แต่เป็นฝนดาวตกที่สว่างไม่มากนัก มีความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อนาที ซึ่งมีเวลาพอที่จะชี้ชวนกันดูได้ ไม่เหมือนฝนดาวตกลีโอนิดส์

สำหรับข้อแนะนำในการชมฝนดาวตกนั้น ดร.ศรันย์บอกว่า ให้นอนดูโดยช่วงเกิดฝนดาวตกสูงสุดจุดศูนย์กลางจะอยู่กลางศรีษะพอดี ส่วนการถ่ายภาพนั้นไม่อาจบอกได้ว่าจะถ่ายมุมไหน ต้องอาศัยการเดาหรือเปิดหน้ากล้องเพื่อรอให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง เนื่องจากฝนดาวตกมีอัตราเร็วสูงมาก

ระหว่างเดือน พ.ย.จนถีง ก.พ.ปีหน้ายังมีปรากฎการณ์ดาราศาสตร์อื่นๆ ที่น่าสนใจและประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตได้ อาทิ ปรากฎการณ์จันทรุปราคารับปีใหม่ในวันที่ 1 ม.ค.53 ในเวลา 01.52-02.52 น. แต่เกิดคราสบังเพียงแค่ 10% เท่านั้น

จากนั้นเป็นปรากฎการณ์สุริยุปราคาบางส่วนวันที่ 15 ม.ค.53 ซึ่งทางจังหวัดในภาคเหนือ อย่าง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่จะเห็นการบดบังของคราสได้มากที่สุดในพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ และเห็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์สุริยุปราคาวงแหวนที่เกิดคราสเริ่มต้นที่ แอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย อินเดียตอนใต้ ศรีลังกาตอนบน พม่าและสิ้นสุดที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ส่วนปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ส่งท้ายฤดูหนาวคือการเข้าใกล้ของดาวอังคาร ในเดือน ม.ค.-ก.พ.53 ซึ่ง ดร.ศรันย์กล่าวว่า จะเห็นดาวสีแดงบนท้องฟ้าเด่นชัดมาก และในวันที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุดคือช่วงเช้าของวันที่ 28 ม.ค.เป็นระยะทาง 99,331,411 กิโลเมตร มีขนาดปรากฏ 14.11 ฟิลิปดา หรือประมาณหลุมเล็กๆ บนดวงจันทร์ โดยดวงจันทร์มีขนาดปรากฏ 30 ลิปตา ซึ่ง 1 ลิปคาเท่ากับ 60 ฟิลิปดา

ทั้งนี้ในวันที่ 30 ม.ค.53 เป็นที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาิทตย์ ซึ่ง ดร.ศรันย์กล่าวว่าเราจะได้เห็นดาวอังคารในช่วงพร้อมกับที่ดวงอาทิตย์ลับขอบ ฟ้า และจะเห็นชัดตลอดทั้งคืนจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้า และในช่วงนี้เราจะได้สังเกตพื้นผิวและปรากฏการณ์ฟ้าหลัว (Haze) บนดาวอังคารได้ชัดเจนขึ้น

ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกนี้เกิดขึ้นทุกๆ 26 เดือน โดยครั้งที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดคือเมื่อ 28 ส.ค.46 ซึ่งเป็นการเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 5,000 ปี โดยดาวอังคารมีขนาดปรากฏ 25 ฟิลิปดา และเนื่องจากวงโคจรของดาวอังคารเป็นวงรี โอกาสที่ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกโดยมีขนาดใกล้เคียงกับ 25 ฟิลิปดานี้ จะเกิดขึ้นทุกๆ 18 เดือน

ปรากฏการณ์นี้ ยังทำให้เกิดการส่งฟอร์เวิร์ดเมลที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนว่า เราจะได้เห็นดาวอังคารขนาดเท่าดวงจันทร์ เวียนมาถึงกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของเราทุกๆ 2 ปีด้วย
Data ASTV News

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนาวนี้เตรียมตัวนอนนับฝนดาวตก "ลีโอนิดส์"


คุย กัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เริ่มต้นฤดูหนาวด้วยการให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ และน่าติดตามชมในช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน โดยเฉพาะ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ที่ปีนี้คาดว่าจะได้เห็นกันมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ในช่วงค่ำคืนวันถึงรุ่งเช้าระหว่างวันที่ 17-18 พ.ย. 52


หนาวนี้หากใครยังคิดไม่ออก ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนหรือทำกิจกรรมอะไรให้เข้ากับหน้าหนาว นักดาราศาสตร์เขามีคำแนะนำดีๆ ว่าให้จับกลุ่มกันดูดาวและนับฝนดาวตกลีโอนิดส์ในช่วงค่ำคืนจนถึงเช้าตรู่ของ วันที่ 17-18 พ.ย. นี้ ที่จะเห็นได้ชัดแจ๋วและมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง พร้อมเพลิดเพลินกับกลุ่มดาวและวัตถุท้องฟ้าที่สวยงามตระการตาอีกมากมาย


ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา


สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดกิจกรรม คุยกัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เรื่อง "ฤดูหนาว: มหัศจรรย์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์" เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 52 ณ ร้านทรู คอฟฟี่ สาขาสยามสแควร์ ซอย 3 โดยมี ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา นักวิจัย และ นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร. มาร่วมให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในช่วงฤดูหนาวนี้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์


ดร.ศิรามาศ กล่าวว่า ในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ซึ่งมีอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆ จึงเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง โดยในช่วงนี้มีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจติดตามหลายปรากฏการณ์ เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเดือนเริ่มต้นฤดูหนาว จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดขึ้น


เยาวชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์สัญจรกว่า 20 คน


ทั้งนี้ สามารถชมได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยและทุกทิศทางบนท้องฟ้า ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 17 จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 18 พ.ย. ซึ่งตรงกับคืนเดือนมืดพอดี จึงไม่มีแสงจันทร์รบกวน โดยนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าในปีนี้จะเห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์มากที่สุดในช่วง เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 18 ประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง

ระหว่างชมฝนดาวตกในค่ำคืนดังกล่าว ยังมีดวงดาวและวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ที่น่าสนใจชมและเรียนรู้อีกมากมาย เช่น ดาว พฤหัสบดี ที่สามารถเห็นได้ทางทิศใต้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน และหากใช้กล้องสองตาส่องดูก็จะเห็นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสจำนวน 4 ดวง และเป็น 4 ดวงเดียวกับที่กาลิเลโอเคยใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องและมองเห็นเมื่อ 400 ปีก่อนด้วย จากนั้นช่วงประมาณตี 1 จนถึงรุ่งเช้า จะเริ่มเห็นดาวอังคาร, ดาวเสาร์ และดาวศุกร์ ขึ้นทางทิศตะวันออกตามลำดับ


นายเสกสรร (ซ้ายสุด) และ ด.ช.จิลิ (แถวหน้าที่ 2 จากขวา) ธีรวิวัฒน์วงศ์


นอกจากนั้นยังมีกาแล็กซีแอนโดรเมดา, กระจุกดาวทรงกลม, กระจุกดาวลูกไก่, กระจุกดาวคู่, เนบิวลานายพราน ให้ชมกันด้วย และหากอยู่ในชนบท ชายทะเล หรือที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกและกลุ่มดาวที่น่าสนใจมากมาย เช่น กลุ่มดาวม้าปีก, กลุ่มดาวหงส์, กลุ่มดาวคนยิงธนู, ดาวในสามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

ด้านนายศุภฤกษ์ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า สถาน ที่ที่เหมาะแก่การดูดาวและฝนดาวตกควรเป็นพื้นที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน หรืออยู่ห่างจากเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตร ก่อนเริ่มต้นกิจกรมดูดาว ควรงดใช้ไฟฉายเพื่อให้ดวงตาปรับสภาพประมาณ 15 นาที ให้ม่านตาขยายเพื่อสามารถรับแสงในที่มืดได้ดีขึ้นและมองเห็นดวงดาวที่มีแสง น้อยได้ จากนั้นเริ่มทำความรู้จักกับทิศ ดาวเหนือ และควรเริ่มต้นดูดาวที่มีลักษณะเด่นหรือมีความสว่างมาก เช่น กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

สิ่งสำคัญสำหรับการดูดาวในช่วงฤดูหนาวคือควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวและ น้ำค้างให้พร้อม ส่วนผู้ที่ต้องการถ่ายภาพฝนดาวตก ควรใช้กล้องที่มีความไวแสงประมาณ ISO 400-800 สามารถเปิดหน้ากล้องค้างไว้ได้นาน และควรใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันการสั่นไหว และหากหันหน้ากล้องไปทาดาวเหนือจะได้ภาพความสวยงามของฝนดาวตกพร้อมกับการ เคลื่อนที่ของดาวบนท้องฟ้าด้วย

สำหรับการใช้กล้องสองตาเพื่อการดูดาว ควรเลือกกล้องสองตาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าเลนส์ไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิเมตร และมีกำลังขยายระหว่าง 7-10 เท่า ซึ่งหากหน้าเลนส์ยิ่งกว้าง จะยิ่งรวมแสงได้มาก จนอาจสามารถส่องเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้ด้วย หรืออาจวางแผนการดูดาวได้ก่อนลงพื้นที่จริงด้วยซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจำลอง Stellarium ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ในฤดูหนาวที่น่าสนใจอีกหลายปรากฏการณ์ ได้แก่ ฝน ดาวตกเจมินิดส์ ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. 52, ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 52 และปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนในวันที่ 15 ม.ค. 53 ซึ่งน่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนรบกวนเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป และทางภาคเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุด มากกว่า 70% โดยเฉพาะใน จ.แม่ฮ่องสอน

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะดูดาวไปทำไม หรือดูแล้วได้ประโยชน์อะไร ดร.ศิรามาศ บอกว่าดารา ศาสตร์จะช่วยสร้างจินตนาการให้กับเราได้ โดยเฉพาะกับเด็กๆ หากได้เรียนรู้ดาราศาสตร์ จะเกิดจินตนาการ เกิดกระบวนการคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เมื่อโตขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ แต่สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิดมีเหตุผลได้

ด้านนายเสกสรร ธีรวิวัฒน์วงศ์ ที่พาลูกชาย ด.ช.จิลิ วัย 7 ขวบ มาร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์ในครั้งนี้ บอกกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า น้องจิลิเรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจดาราศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 5 ขวบ โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ชอบอะไรที่มีลักษณะกลมๆ และเห็นว่าการศึกษาดาราศาสตร์เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทำให้เกิดกระบวนการคิด เกิดจินตนาการ จึงส่งเสริมให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมดาราศาสตร์กับหน่วยงานต่างเป็นประจำเรื่อย มา รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันวิทย์สัญจรเป็นประจำด้วย เพราะสถานที่จัดงานอยู่ใกล้กับโรงเรียน ซึ่งน้องจิลิจะต้องมาเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนทุกเย็นวันอาทิตย์อยู่แล้ว
Thank ASTV online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"หวั่นแผ่นน้ำแข็งทุนดราละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลทำโลกเปลี่ยนฉับพลัน



ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ อยุธยา

"ดร.อานนท์" เผยสถานการณ์ที่ต้องจับตาในเขตทุ่งหญ้าทุนดรา หวั่นน้ำแข็งใต้ผืนดินละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลสู่บรรยากาศ ทำภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิสูงขึ้นได้ 10-20% ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส

ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความเห็นกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้น ยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกตัวอย่างการใส่สูทในห้องประชุม แล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ พร้อมทั้งเผยถึงการทำงานกับชุมชนเพื่อการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยได้ไปให้ความรู้แก่ชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด กระบี่ แม่ฮ่องสอน

"อย่าง จ.กระบี่ ก็มีความต้องการที่อยากจะปลูกข้าว แต่คงวิถีชีวิตมุสลิม และการใช้ชีวิตชายฝั่ง เราก็ไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แนะวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ หรือการทำให้เขาได้มีน้ำจืดใช้ เป็นการลงไปจัดการในภาพเล็ก แต่ในบางอย่างเราต้องเอาภาพใหญ่ลงไปภาพเล็กให้ได้ เช่น ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีปริมาณน้ำฝนเท่าไหร่ มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง จริงๆ ชุมชนในอดีตก็มีวิถีชีวิตที่พัฒนาให้สอดคล้องกับภูมิอากาศ แต่ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมามีกระแสจากภายนอกที่เข้าไปทำให้เกิดการเปลี่ยน และการเปลี่ยนกลับมาให้เหมือนเดิมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.อานนท์ยังได้ให้ข้อมูลระหว่างเสวนา "วิกฤติโลก เมื่อขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง" เมื่อวันที่ 29 ต.ค.52 ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (โยธี) ว่า มีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาและเป็นกังวล นั่นคือแผ่นน้ำแข็งถาวร (permafrost) ในเขตทุ่งหญ้าทุนดราของแถบอาร์กติก ซึ่งเป็นน้ำแข็งอยู่ใต้ดิน ที่ช่วยกักเก็บก๊าซมีเทนจากการเน่าเปื่อยของซากสิ่งมีชีวิตในอดีตนั้น จะละลายและปลดปล่อยก๊าซมีเทนออก โดยก๊าซมีเทนมีความสามารถในการกักเก็บความร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ถึง 21 เท่า

ปัจจุบันมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวเริ่มละลายแล้ว และมีก๊าซมีเทนอยู่ใต้ดินจริง หากก๊าซมีเทนทั้งหมดหลุดออกมา จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มได้ถึง 10-20% อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าฉับพลัน ขณะที่ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา แต่การเข้าไปก็บข้อมูลในเขตทุ่งหญ้าทุนดรานั้นทำได้ยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ไม่มีคนอาศัย และเข้าไปศึกษาได้ในช่วงฤดูร้อนเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

"เดิมที่ทุ่งหญ้าทุนดรามีชั้นน้ำแข็งถาวรเป็นพื้นที่ 12 ล้านตารางเมตร แต่ตั้งแต่ปี 1900 มา พื้นที่น้ำแข็งหายไปแล้วเกือบ 20% เหลือเพียง 10 ล้านตารางเมตร และอีก 100 ปีข้างหน้า ถ้ามองโลกในแง่ร้าย มนุษยชาติไม่สามารถตกลงที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหากันได้ น้ำแข็งถาวรจะแทบไม่เหลือเลย แต่มองโลกในแง่ดีหน่อย น้ำแข็งถาวรก็ยังคงอยู่ แต่เหลือเพียง 5 ล้านตารางเมตร" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

ส่วนความกังวลว่า น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมดไปนั้น ผศ.ดร.อานนท์กล่าวว่าแนวโน้มของน้ำแข็งขั้วโลกจะลดลงจนหายไปในช่วงฤดูร้อน ของซีกโลกประมาณเดือน ก.ย. แต่เมื่อถึงฤดูหนาวน้ำแข็งก็จะกลับมาใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน แถบอาร์กติกอย่างแน่นอน อีกทั้งน้ำแข็งถาวรหรือน้ำแข็งที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปของขั้วโลกเหนือก็มีปริมาณลดลงอย่างชัดเจนด้วย


ดร.อานนท์ อธิบายสถานการณ์น้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งภาพขวาน้ำแข็งขั้วโลกในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของซีกโลกเหนือ น้ำแข็งละลายลงไปมาก






Thank News ASTVผู้จัดการออนไลน์

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดูนัยน์ตาแห่งหายนะ "ลูปี๊ต" ไต้ฝุ่นโหดระดับ 4


ภาพ จำลองของ TSR โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTSAT เวลา20.30 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ ไต้ฝุ่นลูปี๊ต (Lupit) เผยให้เห็นนัยน์ตารูเข็มอันน่าชิงชังของมัน ขณะเร่งความเร็วอยู่ในระดับ C4 ปั่นไอน้ำให้พวยพุ่งอยู่ในเขตทะเลฟิลิปปินส์ และทั่วอาณาบริเวณเขตแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ "นัยน์ตาแห่งพายุ" หรือ Eye of Storm เป็นสิ่งบอกความเร็วใกล้จุดศูนย์กลางของพายุแต่ละลูก โดยปกติทั่วไป พายุยิ่งแรง "รูเข็ม" ยิ่งเล็ก


ไต้ฝุ่นลูปี๊ตได้เร่งความเร็วขึ้นเป็นระดับ 4 ในบ่ายวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ และ ได้เปิดเผยให้เห็นนัยน์ตาเล็กๆ แบบ "ตาเข็ม" (Needle Eye) ของมัน ณ จุดศูนย์กลาง ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความเร็วและแรงที่ไม่ปกติธรรมดา นักพยากรณ์ในฟิลิปปินส์กล่าวว่า ลูปี๊ตอาจจะปั่นความเร็วกับความแรงขึ้นสู่ระดับ 5 ในไม่ช้า

"ระดับ 5" หรือ C5 (Category 5) หมายถึงความหายนะ ไต้ฝุ่นระดับนี้มีสามารถทำให้เกิดพายุรอบๆ พัดเร็วและรุนแรงถึง 250 กม./ชม. สามารถทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางให้เป็นจุลมหาจุลในพริบตา

ลูปี๊ต เป็นคำในภาษาตากาลอก (Tagalog) หรือภาษาท้องถิ่นของชาวฟิลิปปินส์ มีความหมายตรงตามตัวว่า "โหดร้าย" และ "รุนแรง" ก่อตัวขึ้นเห็นได้ชัดเจนในวันที่ 14-15 ต.ค. และสามารถ ทวีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 หรือ C1 (Category 1) ในวันที่ 16 และ เร่งตัวเองขึ้นสู่ระดับ 4 ได้ในอีก 2 วันถัดมา

ในวันอาทิตย์เช่นกัน ฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังจะเป็นด่านแรกในการทดสอบพลังของไต้ฝุ่นลูปี๊ต ได้จัดส่งทีมกู้ภัยฉุกเฉินขึ้นเหนือพร้อมสิ่งบรรเทาทุกข์ สภาประสานความร่วมมือกอบกู้วิบัติภัยแห่งชาติ หรือ NDCC (National Disaster Coordinating Council) กล่าวว่า คนกับสิ่งของซึ่งรวมทั้งอาหาร ยารักษาโรค ผ้าคลุมกันฝน ถูกส่งไปเพิ่มตาม "พื้นที่ยุทธศาสตร์" ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุป้าหม่า

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์กล่าวในบ่ายวันอาทิตย์ว่า ไต้ฝุ่นลูปี๊ตได้ทวีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางขึ้นถึง 175 กม./ชม และ ทำให้เกิดลมแรงมหาศาลถึง 210 กม./ชม. ในอาณาบริเวณห่างจากแผ่นดินราว 1,000 กม. และ มีทิศทางเคลื่อนตัวเบนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะเบนหัวกลับทิศการเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก สู่ทะเลจีนใต้ในอีก 12 ชั่วโมงข้างหน้า

“ผู้ที่อยู่ในจุดที่ยากลำบากในการเข้าถึงต่างๆ ควรจะอพยพออกมาเสียตั้งแต่ยังมีเวลาอยู่.. การช่วยเหลือจะยุ่งยากมากเมื่อเกิดพายุอีก” นายปริสโก นิโล (Prisco Nilo) ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยา กล่าวระหว่างแถลงข่าว



ภาพ จำลองของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่นที่ใช้ข้อมูลดาวเทียม MTSAT ดวงเดียวกัน เมื่อเวลา 19.00 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ก็ออกมาไม่ต่างกัน ลูปี๊ตแสดงนัยน์ตารูเข็มแห่งความโหดร้ายของมัน ขณะที่กำลังปั่นไอน้ำคละคลุ้งคลุมอาณาบริเวณกว้างตั้งแต่ทะเลฟิลิปปินส์ขึ้น ไปจนเกือบจะถึงเขตทะเลญี่ปุ่น

พ.อ.เออร์เนสโต ตอร์เรส (Ernesto Torres) โฆษกสภาประสานงานกู้ภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวเตือนทำนองเดียวกันว่า ราษฎรที่กลับภูมิลำเนาในพื้นที่เสี่ยงภัยแห่งต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ควรจะรีบออกไป เพื่อให้พ้นอันตรายดินเลื่อน ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ที่อาจจะเกิดจากไต้ฝุ่นลูปี๊ต

ในวันเสาร์ (ตรงกับวันอาทิตย์ตามเวลาในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (Joint Typhoon Warning Center) ของกองทัพสหรัฐฯ ที่อ่าวเพิร์ล รัฐฮาวาย ได้พยากรณ์ ไต้ฝุ่นลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านปลายสุดของเกาะลูซอน (Luzon) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่อยู่เหนือสุดในกลางสัปดาห์หน้า และ เคลื่อนเข้าทะเลจีนใต้หลังจากนั้น

แผนภูมิที่ใช้ขอมูลดาวเทียมที่จัดทำโดย JTWC ได้แสดงให้เห็นไต้ฝุ่นลูปี๊ตในเขตทะเลฟิลิปปินส์ ในวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้ ขณะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 26 กม./ชม. และ แผนภูมิที่จัดทำโดยศูนย์เตือนความเสี่ยงจากพายุโซนร้อน (Tropical Storm Risk) ในกรุงลอนดอนก็ได้แสดงทิศทางการเคลื่อนตัวในทางเดียวกัน

สำนักพยากรณ์ชั้นนำทั้งสองแห่งกล่าวว่า ในวันจันทร์ (19 ต.ค.) ไต้ฝุ่นลูปี๊ตจะเริ่มหันหัวไปทางตะวันตก และเคลื่อนผ่านปลายสุดของเกาะลูซอนในราววันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) และ เคลื่อนเข้าทะเลจีนใต้ในวันรุ่งขึ้น

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลางเวียดนามได้ออกเตือนเกี่ยวกับ โอกาสที่ไต้ฝุ่นลูปี๊ตจะพัดเข้าถึงฝั่งอีกลูกหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์หน้า เพราะว่าโอกาสที่พายุจะเคลื่อนขึ้นเหนือ ผ่านเกาะไต้หวันเข้าสู่แผ่นดินใหญ่จีนเช่นไต้ฝุ่นมรกต (Morakot) ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมามีน้อยลง


ภาพ จำลองโดยใช้ข้อมูลของดาวเทียมเอเชียแส็ท (ASIASAT) ก็ไม่ได้ต่างกัน ลูปี๊ตโชว์นัยน์ตาแห่งพายุรูปรูเข็ม ขณะอาละวาดครอบคลุมบริเวณกว้างในเขตทะเลฟิลิปปินส์เมื่อเวลา 18 น.วันอาทิตย์ (18 ต.ค.) นี้




ย้อนหลังไปเพียงวันเดียว คือเมื่อวันเสาร์ (17 ต.ค.) ลูปี๊ต ยังไม่ได้โผล่นัยน์ตารูเข็มของมันออกมาให้เห็น ขณะที่กำลังรเร่งความเร็วจากไต้ฝุ่นระดับ 1 ขึ้นเป็นระดับ 2 ยังไม่แรงพอ ที่จะมองเห็นนัยน์ตาแห่งพายุได้จากห้วงหาว

ในฟิลิปปินส์ ลูปี๊ตกำลังจะทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ในบริเวณเดิมที่ไต้ฝุ่นสองลูกคือ "อันดอย" (Andoy) หรือ เกดสะหนา (Ketsana) กับ "ปีเป็ง" (Pepeng) หรือ ป้าหม่า (Parma) พัดเข้าถล่มในช่วงกลางเดือน ก.ย. ถึงต้นเดือน ต.ค.นี้ และ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันราวกว่า 900 คน รวมทั้งในเมืองหลวงมะนิลาด้วย ทั้งนี้เป็นตัวเลขรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี

ส่วนในเวียดนาม ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาพายุป้าหม่าเพิ่งพัดเข้าทำความเสียหายให้แก่บ้านเรือน ราษฎรและจมเรือประมงในเขต จ.กว๋างนีง (Quang Ninh) ที่อยู่ติดชายแดนจีนกับในนครหายฟ่อง (Hai Phong) ในเวลาต่อมา ซ้ำเติมความบอบช้ำที่ไต้ฝุ่นเกดสะหนาทิ้งเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์สิ้นเดือน ก.ย.

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์ พายุป้าหม่าได้พัดเข้าสร้างความเสียหายใน อ.เกาะบาหวี (Ba Vy) ร้อยละ 80 ของบ้านเรือนราษฎรในอำเภอเกาะแห่งนี้ถูกทำลายยับเยิน ก่อนจะเคลื่อนขึ้นฝั่งอีกครั้งหนึ่ง อ่อนตัวลงเป็นดีเปรสชั่น และสลายตัวไปขณะเคลื่อนผ่านที่ราบปากแม่น้ำแดงทางตอนใต้ของกรุงฮานอย

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ เวียดนามยังคงเยียวยารักษาบาดแผลในหลายจังหวัดภาคกลางที่ไต้ฝุ่นเกดสะหนา ซึ่งมีความแรงระดับ C2 พัดทำลายระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย.


ภาพ เอเอฟพีวันที่ 18 ต.ค.2552 คุณแม่สองคนนี้ต้องดูแลลูกๆ ในเต็นท์พักพิงชั่วคราว ที่ทางการตั้งขึ้นในเขตชานนครมะนิลา หลังจากบ้านเรือนถูกไต้ฝุ่นเกดสะหนาทำลายราบในปลายเดือน ก.ย. ปัจจุบันยังมีชาวฟิลิปปินส์นับหมื่นๆ ไร้ที่อยู่ ขณะที่ไต้ฝุ่นลูปี๊ต (Lupit) ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและแรงมาก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนเหนือของประเทศอีกลูกหนึ่งกลางสัปดาห์นี้.





ภาพ เอเอฟพีวันที่ 17 ต.ค.2552 ชาวฟิลิปปินส์ในเขตเมืองปาสิก (Pasik) ชานนครมะนิลา กำลังเดินข้ามถนนโดยใช้ "สะพานลอย" ที่ทำขึ้นชั่วคราว เพื่อไม่ต้องเดินลุยน้ำเบื้องล่าง ไต้ฝุ่ยเกดสะหนากับป้าหม่าทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำปาสิกเอ่อขึ้นท่วมเมืองหลวงมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว




แต่ ในทุกวิกฤตมีโอกาสแฝงอยู่ อุทกภัยจากไต้ฝุ่นที่เกิดซ้ำซาก ได้ทำให้เกิดรถรับจ้างสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอย่างที่เห็นในภาพของเอเอฟพี ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2552 ในเขตเมืองปาสิก ชานนครมะนิลา เป็นการะประดิษฐ์สร้างเพื่อเอาชนะภัยธรรมชาติที่เลี่ยงไม่ได้

thank News data ASTV

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"ลอร์ดออฟเดอะริง" ของจริง ! วงแหวนยักษ์รอบดาวเสาร์รัศมีไกลถึง 13 ล้านกิโลเมตร



ภาพวาดจำลองวงแหวนยักษ์ของดาวเสาร์ที่พบใหม่ โดยดาวเสาร์ที่เห็นเป็นจุดเล็กๆ ถูกขยายออกมาให้เห็นในภาพวงกลม (เอพี/นาซา)


พบวงแหวนวงใหญ่รอบดาวเสาร์ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จับภาพไม่ได้ด้วยแสงปกติ แต่กล้องสปิตเซอร์จับภาพจากสัญญาณอินฟราเรด เป็นวงแหวนบางๆ ที่ขอบวงแหวนอยู่ห่างดาวเสาร์ไกลออกไป 13 ล้านกิโลเมตร และเอียงจากวงแหวนเดิม 27 องศา

เอพีระบุว่า ห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) หรือเจ็ทแล็บ (Jet Lab) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้พบวงแหวนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอนุภาคฝุ่นและน้ำแข็งที่เรียงตัวกันบางๆ อยู่ห่างออกมาจากระบบดาวเสาร์

วงแหวนขอบในอยู่ห่างออกมาประมาณ 6 ล้านกิโลเมตร ส่วนวงแหวนขอบนอกอยู่ไกลออกไป 13 ล้านกิโลเมตร และวงแหวนทำมุมเอียงกับวงแหวนหลักที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว 27 องศา

วงแหวนดังกล่าว กระเจิงแสงที่ตามองเห็น และไม่สะท้อนออกมากนัก จึงจับภาพไม่ได้ด้วยแสงธรรมดา แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer) สามารถบันทึกภาพของวงแหวนดังกล่าว ไว้ด้วยแสงย่านรังสีอินฟราเรด

แม้ฝุ่นของวงแหวนจะมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ คือ -158 องศาเซลเซียส แต่ก็ยังแผ่รังสีความร้อนออกมา ซึ่งวิทนีย์ คลาวิน (Whitney Clavin) โฆษกของเจ็ทแล็บกล่าวว่า ไม่เคยยมีใครเห็นตำแหน่งของวงแหวนดังกล่าว โดยใช้เครื่องมืออินฟราเรดมาก่อน

ความใหญ่ของวงแหวนดังกล่าว ก็มีที่ว่างมากพอจะบรรจุโลกลงไปได้ถึง 1 พันล้านใบ และก่อนการค้นพบครั้งนี้ ทราบกันว่าดาวเสาร์นั้นมีวงแหวนที่มีชื่อไล่ตามอักษรอังกฤษ A ถึง F และวงแหวนจางๆ อีก 2-3 วงที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ สำหรับการค้นพบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารเนเจอร์ (Nature)

"อนุภาค ของวงแหวนนั้นเล็กมากๆ ดังนั้นวงแหวนนี้จึงบางมากๆ ด้วย และโดยความเป็นจริงแล้ว ต่อให้คุณไปยืนอยู่ในวงแหวน คุณก็ไม่รู้เลยว่านั่นคือวงแหวน ในปริมาตร 1 ลูกบาศก์กิโลเมตรของวงแหวน มีอนุภาคให้เห็นแค่ 10-20 อนุภาคเท่านั้น" ดร.แอนน์ เวอร์บิสเซอร์ (Anne Verbiscer) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) ในชาร์ลอตต์วิลส์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยให้ความเห็นกับทางบีบีซีนิวส์




ภาพดวงจันทร์ไออาเปตัส ซึ่งด้านขวาจะเห็นเงาดำพาดทับ (บีบีซีนิวส์/นาซา)


ทั้งนี้สปิตเซอร์ได้จับภาพการแผ่รังสีอินฟราเรดของอนุภาคฝุ่น ที่มีขนาดเพียง 10 ไมครอน แต่ก็มีขนาดของอนุภาคหลายขนาด บางอนุภาคใหญ่กกว่านั้น หรือบางอนุภาคก็เล็กกว่า

อีกทั้งในการสร้างแบบจำลองยังชี้ให้เห็นว่า แสงอาทิตย์ได้ฉายลงบนเม็ดฝุ่นเหล่านี้ แล้วเกิดเป็นเงาตกลงบน ไอเอเปตัส (Iapetus) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ที่โคจรรอบๆ ดาววงแหวนที่ระยะห่าง 3.5 ล้านกิโลเมตร

สำหรับสมาชิกผู้ร่วมทีมวิจัยกับ ดร.แอนน์ประกอบด้วย ดักลาส แฮมิลตัน (Douglas Hamilton) จากคอลเลจปาร์ก (College Park) มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) และไมเคิล สครูทสกี (Michael Skrutskie) จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) เช่นเดียวกัน

thank news manager online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

พบประชากรใหม่ๆ มากมายในแถบลุ่มน้ำโขงของเรา


ตุ๊กแก ลายเสือดาว หน้าตาราวกับว่า มาจากต่างจักรวาลอันไกลโพ้น พบในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกาะก๊าตบ่า (Cat Ba) ติดเขตอ่าวฮาลอง ใน จ.กว๋างนีง (Quang Ninh)


เอเอฟพี - นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ถึง 163 ชนิดในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แห่งดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนั้นกลับตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพอากาศที่ เปลี่ยนแปลงเพราะสภาวะโลกร้อน ทั้งนี้เป็นการรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบนี้ มีทั้งกบที่กินนกเป็นอาหาร นกที่เดินมากกว่าบิน และตุ๊กแกที่หน้าตาประหลาดคล้ายเอเลี่ยน ซึ่งสัตว์ลักษณะแปลกๆ เหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในรายงาน "สัตว์ที่เผชิญกับการสูญพันธุ์" ของกลุ่มนักอนุรักษ์

รายงานฉบับนี้จะถูกนำไปเป็นประเด็นในการหารือระหว่างการประชุมของสห ประชาชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ สัปดาห์หน้า ก่อนที่จะนำไปสู่การประชุมสมัชชาสามัญที่กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธ.ค. ต่อไป

"สัตว์บางสายพันธุ์สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ แต่บางสายพันธุ์ไม่ ซึ่งจะทำให้สัตว์สายพันธุ์เหล่านั้นสูญพันธุ์ได้" นายสจ๊วต แชปแมน (Stuat Chapman) ผู้อำนวยการกองทุนสัตว์ป่าโลกสาขาลุ่มแม่น้ำโขง กล่าว

"สัตว์หายาก อยู่ในภาวะเสี่ยงต่ออันตราย และมีอยู่เฉพาะถิ่นเช่นพวกสัตว์ที่ค้นพบนี้สามารถสูญพันธุ์ได้ง่ายเพราะสภาพ อากาศที่เปลี่ยนแปลงจะยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านั้นมี จำกัดมากยิ่งขึ้น" นายแชปแมน กล่าว

สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในปี 2551 ประกอบด้วย พืช 100 ชนิด ปลา 28 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 18 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 14 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2 ชนิด และนกอีก 1 ชนิด ซึ่งครอบคลุมอยู่ในบริเวณพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และมณฑลหยุนหนัน ของประเทศจีน


ประหลาดซ้อนประหลาด กบมีเขี้ยว แถมยังนิยมเปิบพิสดารจับนกกินนกเป็นอาหาร WWF กล่าวว่า พบในป่าสงวนแห่งหนึ่งของไทย อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ยิ่ง แต่ทั้งหมดกำลังถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ




กบ จริงๆ ไม่ใช่พวกตัวปาด ผิวขุขระ อาศัยตามต้นไม้ พบในเขตเขาเจืองเซิน (Truong SOn) ชายแดนเวียดนาม-จีน เมื่อปีที่แล้ว WWF เผยแพร่ภาพนี้ในวันศุกร์ (25 ก.ย.)

หนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ คือ กบมีเขี้ยวกินนกเป็นอาหาร ที่ยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนของไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีจริงจากนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าไปศึกษาในพื้นที่ป่า เป็นเวลานานกว่า 40 ปี

งูพิษลายพาดกลอน ที่ค้นพบอย่างไม่ตั้งใจบนเกาะนอกชายฝั่งประเทศเวียดนาม ในสถานการณ์ที่ลูกชายของนักวิจัยเกือบจะถูกฉกเข้าที่แขน หลังจากที่ออกตามหาจิ้งเหลน

"ในคราวที่ออกสำรวจตอนนั้นเราจับได้ทั้งงูและตุ๊กแก ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ทั้งคู่" นายลี กริสเมอร์ (Lee Grismer) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลาเซียร่า แคลิฟอร์เนีย กล่าวในรายงาน

ตุ๊กแกลายเสือดาว ถูกพบบนเกาะอีกแห่งหนึ่งของเวียดนามเช่นกัน มีลักษณะของสีสันคลายเสือดาวและปนด้วยสีส้ม มีดวงตาเหมือนแมว และมีขายาวเก้งก้าง

นอกจากนั้นยังพบนกชนิดใหม่ที่อยู่กันเป็นฝูงเล็กๆ จะบินได้ต่อเมื่อตื่นตกใจและบินในระยะสั้นๆ เท่านั้น พบในบริเวณชายแดนจีนติดกับเวียดนาม


พระเอก จากแขวงคำม่วนของลาว.. นกปรอดหัวโล้น (Pycnonotidae Hualone) ซึ่งองค์การ Wildlife Conservation Society กล่าวว่าเป็นการพบในรอบกว่า 100 ปี ทำไมเกิดมาหัวโล้น? ยังไม่มีผู้ใดไขคำตอบได้อย่างชัดเจน




ตีน เป็นพังผืดว่ายน้ำได้ แต่หางเป็นพวงเหมือนกระรอก เคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อสัก 11 ล้านปีก่อน เพราะพบซากดึกดำบรรพ์ของญาติๆ ในแถบตอนใต้ของจีน แต่จู่ๆ เมื่อปี 2550 "ตัวขะหยุ" หรือ "ข่าหนู" ก็โผล่ออกมาให้ชาวโลกได้เห็นอีกครั้งในเขตเขาหินปูน แขวงคำม่วนของลาว จำนวนไม่น้อยถูกจับไปทำหนูย่างในตลาดสด

ในเดือน ธ.ค.2551 นักวิทยาศาสตร์ลาวกับนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียได้พบนกปรอดหัวเหน่งที่เสียง ร้องของมันไพเราะยิ่ง และจับตัวเป็นๆ ได้เป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่านับเป็นการพบครั้งสำคัญในรอบ 100 ปีทีเดียว หลังจากเคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์จากโลกนี้ไปแล้ว

นกปรอทหัวเหน่งมีลักษณะพิเศษหลายอย่างที่นกชนิดอื่นๆ ไม่มี อาศัยอยู่ในเขตภูเขาหินปูนในภาคกลางของลาว

ในเวียดนามช่วงหลายปีมานี้มีการค้นพบลิงหางยาวกับพวกค่างหน้าตาแปลกๆ อีกหลายสายพันธุ์ในเขตป่าภาคกลางกับภาคเหนือเวียดนาม มีการค้นพบนากหน้าขนขนาดใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนี้เป็นพื้นที่ที่มีความ อุดมสมบูรณ์ โดยในระหว่างปี 2540-2550 นั้น มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มากถึง 1,068 ชนิดด้วยกัน


ภาพ ของ WWF ถ่ายในปี 2551 เป็นงูพิษลายเสือจากเกาะเหิ่นเซิน (Hon Son) เมืองแหร็ก-หยา (Rach Gia) จ.เกียน-ซยาง (Kien Giang) ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงของประเทศ




ภาพ ของ WWF ถ่ายในปี 2551 เป็นอสรพิษร้ายลายเสืออีกตัวหนึ่ง จากเกาะเหิ่นเซิน (Hon Son) เมืองแหร็ก-หยา (Rach Gia) จ.เกียน-ซยาง (Kien Giang) เช่นกัน



ตุ๊กแก ลายเสืออีกตัวมาจากป่าสงวนแห่งชาติก๊าตบ่า เช่นเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ยังค้นพบตุ๊กแกหน้าตาประหลาดๆ อีกหลายสายพันธุ์ในเขตเขา ทั้งในภาคใต้และภาคเหนือของประเทศ


แต่ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมและสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากสภาวะโลก ร้อนได้ทำให้ระดับน้ำทะเลและปริมาณของน้ำเค็มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงกับธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหายากเหล่านี้

WWF ต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหาการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหายากเหล่า นี้โดยจะนำเข้าเป็นวาระหนึ่งในการประชุมของสหประชาชาติในประเด็นการเปลี่ยน แปลงของสภาพอากาศหรือสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ระหว่างการประชุมในกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ก.ย. นี้

ในเดือน ธ.ค. ผู้นำจากทั่วโลกจะเข้าร่วมการประชุมใหญ่ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กเพื่อร่วมตกลงในการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศปี 2555 หลังจากที่พิธีสารเกียวโตจะหมดวาระลง.


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

ดาวเคราะห์โคจรกลับด้าน

นักวิทยาศาสตร์จากยุโรปพบดาวเคราะห์ประหลาดดวงหนึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์ที่ อยู่ห่างออกไป 1,000 ปีแสง ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า วอสป์-17 (WASP-17) กำลังโคจรรอบดาวฤกษ์ในทิศทางสวนกับการหมุนรอบตัวเองของดาวฤกษ์

ดาวเคราะห์เกิดขึ้นจากก้อนแก๊สหมุนวนที่เป็นต้นกำเนิดดาวฤกษ์ ดังนั้นดาวเคราะห์จึงควรโคจรรอบดาวฤกษ์ในทิศทางเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของ ดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับระบบสุริยะของเราที่ดาวเคราะห์ทุกดวงล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์ใน ทิศทางเดียวกับการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์

กรณีของวอสป์-17 นับเป็นดวงแรกที่พบว่ามีการโคจรแบบนี้ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลจากการชนกับดาวเคราะห์ดวงอื่นเมื่อนานมา แล้ว

"ระบบสุริยะในช่วงเริ่มต้นเป็นดินแดนแห่งความรุนแรง" เดวิด แอนเดอร์สัน จากมหาวิทยาลัยคีลแห่งสหราชอาณาจักรกล่าว "เช่นดวงจันทร์ของเรา ก็เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากวัตถุขนาดเท่าดาวอังคารมาพุ่งชนโลกเมื่อนานมาแล้ว เศษเนื้อโลกจากการพุ่งชนที่กระจัดกระจายออกไปรอบโลกได้รวมตัวกันเป็นดวง จันทร์ เป็นไปได้ว่าระบบสุริยะที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้เคยมีดาวเคราะห์เข้าเฉียดกัน แรงดึงดูดได้คว้าเหวี่ยงกันเองจน วอส์ป-17 ถึงกับโคจรกลับทาง"

ความพิสดารของดาววอส์ป-17 ไม่ได้มีแค่เรื่องทิศทางการโคจรเท่านั้น ดาวเคราะห์ดวงนี้ยังมีขนาดใหญ่มาก แม้จะมีมวลเพียงครึ่งหนึ่งของดาวพฤหัสบดี แต่กลับมีขนาดใหญ่กว่าถึงเกือบสองเท่า นับเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก

นักดาราศาสตร์ได้สงสัยมานานแล้วว่าเหตุใดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น บางดวงจึงมีขนาดใหญ่โตมากนัก การค้นพบดาววอส์ป-17 นี้อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้ การที่ดาวเคราะห์ถูกเหวี่ยงออกไปให้โคจรเป็นวงรีมากและมีทิศถอยหลัง ดาวจะต้องถูกแรงน้ำขึ้นลง (tidal force) จากดาวฤกษ์เค้นคลึงอย่างหนักจนทำให้เกิดความร้อนขึ้นมาก เป็นเหตุให้ดาวเคราะห์ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นแก๊สอยู่ในสภาวะเหมือนร้อนจนพอง ความจริงดาววอส์ป-17 นี้มีความหนาแน่นพอ ๆ กับโฟมโพลีสไทรีนเท่านั้น หรือเบาบางกว่าโลกเราถึง 70 เท่าเลยทีเดียว

วอส์ป-17 เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงที่ 17 ที่ค้นพบโดยโครงการวอส์ป (WASP--Wide Area Search for Planets) ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างสหราชอาณาจักรกับหอดูดาวเจนีวาในสวิสเซอร์แลนด์ การตรวจหาดาวเคราะห์ของวอส์ปจะกระทำโดยใช้กล้องหลายกล้องเรียงเป็นตับแล้ว ถ่ายภาพดาวฤกษ์นับแสนดวง เพื่อตรวจหาการหรี่ลงของแสงดาวเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดจากดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้า
ที่มา:

* Huge planet orbits wrong way - astronomy.com

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

15 ปีมีครั้งดาวเสาร์เข้าสู่ "อิควินอกซ์" เกือบไร้วงแหวน

ภาพดาวเสาร์ที่แคสซินีบันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค.52 หลังเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน และเป็นภาพที่ยังไม่ผ่านการตกแต่ง (นาซา)


ยานอวกาศ "แคสซินี" จับภาพดาวเสาร์เข้าสู่ช่วง "อิควินอกซ์" นานทีมีครั้ง 15 ปีมีหน โดยนักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ดังกล่าว ระหว่างศึกษาภาพถ่ายที่ยังไม่ผ่านกระบวนการดัดแปลงภาพ และได้พบปรากฏการณ์กลางวัน-กลางคืนยาวเท่ากัน

ทั้งนี้ อิควินอกซ์ (Equinox) คือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านเส้นศูนย์สูตรของดาวเคราะห์นั้นๆ แล้วทำให้กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ซึ่งล่าสุดบีบีซีนิวส์ระบุว่า ระหว่างที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาภาพถ่ายที่บันทึกโดยยานแคสซินี (Cassini) โดยเป็นภาพถ่ายที่ยังไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งนั้น พวกเขาได้ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่นี้ ในระบบวงแหวนของดาวก๊าซยักษ์

ระหว่างช่วงเวลาอิควินอกซ์ในครั้งนี้ ขอบวงแหวนของดาวเสาร์จะหันเข้าตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ และแทบไม่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาเลย ซึ่งการที่เราได้เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ก็เพราะวงแหวนดังกล่าวตั้งอยู่ในมุม สะท้อนแสงกับดวงอาทิตย์

ขณะเดียวกันมุมของดวงอาทิตย์เหนือดาวเสาร์ก็ลดต่ำลง ทำให้เห็นวัตถุและโครงสร้างที่ไม่ไม่เคยสังเกตเห็นที่บริเวณวงแหวน จากเงาที่ฉายลงบนระนาบแบนอีกด้านของวงแหวนดาวเสาร์
ภาพดาวเสาร์ที่แคสซินีบันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค.52 หลังเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน และเป็นภาพที่ยังไม่ผ่านการตกแต่ง (นาซา)



แต่ด้วยวงโคจรที่กว้างมากของดาวเสาร์ ทำให้กว่าจะเกิดอิควินอกส์บนดาววงแหวนแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี

เราได้พบช่วงอิควินอกซ์บนดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี 2533 และในครั้งนี้ได้พบอีกครั้ง จากภาพถ่ายของยานแคสซินีซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป โดย ดร.คาโรลีน พอร์โก (Dr Carolyn Porco) หัวหน้าทีมภาพถ่ายของยานแคสซินีได้กล่าวว่า การพบช่วงอิควินอกซ์อีกครั้งบนดาวเสาร์ นับเป็นการรอคอยบันทึกภาพอันยาวนานที่ไม่ผิดหวัง
ภาพเกิดเงาจากดวงจันทร์ของดาวเสาร์ทาบบนวงแหวน ก่อนเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน โดยเห็นเงาเป็นขีดตัดกับวงแหวนด้านบน (นาซา)

"แม้ การตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ในปรากฏการณ์ที่เผยออกมาใหม่นี้ เราก็ได้รับสิ่งที่ไม่คาดหวังมาอย่างเต็มๆ จากนี้ไปอีก 1-2 อาทิตย์ ทีมภาพถ่ายจะจดจ้องมณีอันล้ำค่านี้ เพื่อดูว่ามีเรื่องประหลาดใจอื่นอีกหรือไม่ที่รอคอยพวกเราอยู่ และโดยปกติแล้ว เราจะประกาศในสิ่งที่พวกเราพบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดร.พอร์โกกล่าว

ด้านเนชันนัลจีโอกราฟิกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วันอิควินอกซ์ของดาวเสาร์จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ยานแคสซินี ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลบนดาวเสาร์ อย่างน้อยไปจนถึงวันสุดสิ้นภารกิจคือในเดือน ก.ย. 2553
ภาพเงาของดวงจันทร์ดาวเสาร์ที่ทาบบนวงแหวนอย่างชัดเจน ทางซ้ายมือ เห็นเป็นเงาดำปลายแหลมขีดผ่าน (นาซา)

อีกทั้งช่วงเวลาสั้นๆ ของอิควินอกซ์นี้ยังทำให้นักดาราศาสตร์ได้เห็นปรากฏการณ์ที่ยากจะได้เห็น อย่างเงาของดวงจันทร์ที่ทาบลงไปบนวงแหวน ที่จะเห็นได้เฉพาะช่วงก่อนและหลังปรากฏการณ์อิควินอกซ์เท่านั้น

สำหรับยานแคสซินีนั้น ได้ส่งขึ้นไปเมื่อเดือน ต.ค. 2540 จากฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ที่แหลมคานาเวอรัลในฟลอริดา และเดินทางไปถึงดาวเสาร์ในเดือน ก.ค.2547 แล้วเริ่มงานปฏิบัติการอันมีกำหนดยาวนาน 4 ปี เพื่อสำรวจดาวเคราะห์วงแหวนนี้พร้อมดวงจันทร์บริวาร ซึ่งตอนนี้ยานอวกาศยังคงทำงานได้ดี และได้ตั้งโปรแกรมใหม่สำหรับภารกิจใหม่ ขณะที่ภารกิจปัจจุบันได้ตอบบางคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ ของการสำรวจ.
ข้อมูล ASTV

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อีกทฤษฎี ของวันสิ้นโลก 2012

กระแสตอนนี้คงจะไม่กล่าว ไม่ได้ว่าปี 2012 จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกกลมๆ ของเรา ๆชาว Gangof4wd เคยตั้งคำถามกันเองว่าทำไม ต้องมีพวกเรา และไม่มีได้ไหม ทำไมต้องมีตัวเรา ทำไมต้องมีโลก และดาวดวงอื่นๆ และหลากหลายทำไมที่พวกเรา อยากทราบคำตอบ และกระแสหนึ่งก็คือมีดาวดวงที่ 12 ในระบบสุริยะจักรวาลของเรา ชื่อเจ้า นิบิรุ(NIBIRU) มันใช่ว่าเพิ่งจะเจอกันนะแต่ มีนักดาราศาตร์ค้นพบมันมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1982 และที่สำคัญมันอยู่ในแระบบวง โคจรเดียวกับโลก ก็คือวิ่งทับทางกันเหมือนรถเมล์ ในกรุงเทพฯเพราะฉะนั้น โอกาศที่มันจะพุ่งเข้าหาเรา ชนเราก็มี แต่แค่เฉียดๆ ก็อาจจะเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติอย่างมหาศาล แต่" อย่าเพิ่มเชื่อ โปรดใชิวิจารญาณ ในการไตร่ตรองกันนะครับ" ที่นี้เรามาดูรายละเอียดของเจ้าเด็กเกเรกันดีกว่า

อ้างถึง อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่องค์การ นาซ่า NASA ประเทศอเมริกา บอกว่า เขารู้มานานแล้ว และปัจจุบันนี้ NASA เขาสร้าง ยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 และยังมีเรื่อง ไสยาศาสตร์ มาผสมอีกว่า หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) ว่า หางนาคกวาดน้ำให้โลกมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว กำลังจะกวาดน้ำขึ้นมาล้างโลก “จะเกิดน้ำท่วมใหญ่” มันก็เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง....เราจะตายกันหมดจริงๆ หรือ.!!??

ด้วยความสงสัยของผมว่าทำไม 2012 จะมีข่าวลือเกี่ยวกับวันสิ้นโลกมากมายเหลือเกิน
บางแหล่งก็อ้างน้ำท่วมจาเหตุโลกร้อน บางแหล่งก็อ้าง ไบเบิ้ล เพราะพระเจ้ากำหนดมา

แต่มีสิ่งที่หนึ่งที่มีทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมเกี่ยวปรากฎการณ์ที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้
และถ้าเกิดขึ้นก็จบ... ไม่เหมือนกับ LHC ที่กลัวโอกาสว่าจะเกิดหรือเปล่าเท่านั้น

เรื่องนี้คือเรื่อง ดาวปริศนาดวงที่ 12 ของ ระบบสุริยะจักรวาล ถ้าใครได้พอดูข่าวความเมื่อปี 2002 จะได้ทราบว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ดาวดวงที่ 12 ขึ้นมาอยู่ในระบบ กาแล็คซี่เราดื้อๆ แต่ความเป็นจริงนักดาราศาสตร์รู้จักดาวนี้มา ตั้งแต่ปี 1982 แล้วซึ่งเป็นข่าวใหญ่โตมากช่วงเดือน พฤษภาคม เพราะผมก็ได้ดูเหมือนกัน มันคือดาวที่มีชื่อตั้งทางวิทยาศาสตร์ว่า นิบิรุ (Nibiru)


และด้วยหลักฐานโบราณวัตถุและนักโบราณคดีได้กล่าวไว้เนืองๆ ว่า...สิ่งของที่ไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้เกิดจากดาวดวงนี้ แต่สิ่งที่เรารับรู้คือเจอดาวเคราะห์ดวงใหม่ แล้วก็จบ...

ทำไมถึงกล่าวอ้างเช่นนั้น?
สิ่งที่เราไม่รู้มันคือสิ่งนี้ครับ....

ดาวดวงนี้.... (นิบิรุ (Nibiru) ทุนเดิมไม่ได้อยู่ในระบบ กาแล็คซี่ ทางช้างเผือกมาแต่เนิ่นๆ อยู่แล้วแต่... มีวงโคจรกว้างใหญ่ไพศาลมาก จนมาทับซ้อนลงบนกาแล็คซี่นี้

แปลว่า... ที่นักวิทยาศาสตร์เห็นเพราะมันเพิ่มขึ้นโคจรเข้ามาใกล้กาแล็คซี่เรา..!

เรื่องนี้..ถูกครึ่งเดียวครับ ! ความจริงมันเข้ามา ทับวงโคจรทั้งแถบเลย





(ลักษณะทางกายภาพที่เป็นไปได้ของดาวนิบิรุครับ)




อันนี้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการถ่ายซูมทำให้รู้ได้ว่า ดาวนี้เป็น
ดาวฤกษ์ครับและทับเข้ามาแค่ไหน


เส้นทางการเดินทางของวงโคจรดาว นิบิรุ เข้ามาทับเส้นเดียวกับโลก

ซึ่งมันมีสิทธิ์มากๆ ที่จะ ..ชนโลกเราอย่างแน่นอน!!!



รูปนี้คือเส้นวงโคจรของดาวนิบิรุครับ

มันเข้าใกล้มาจริง ๆๆ

เส้นทางวงโคจร ทำให้เรารู้ได้ว่าทางเราส่องดาวบริเวณทิศใต้สุดของดาวโลก เราจะเห็น

แต่ปัจจุบันนี้ ปีนี้สามารถเห็นได้ด้วยเปล่าแล้ว..!!



(เส้นขาวๆ คือลูกศรชี้ตำแหน่งดาวนิบิรุครับ)

สำหรับคนที่อยากเห็น...ไปออสเตรเลียหรือประเทศอะไรที่อยู่ทางใต้ของโลก แนะนำให้ลองใช้โปรแกรม googleSky ดู ท่านจะเห็นเป็นวงแดงๆ อยู่วงเดียวทั้งท้องฟ้า

นั่นหละครับ นิบิรุ... แล้วทำไม? มันเกี่ยวอะไรกับโบราณสถานและวัตถุในอดีต ...



นักโบราณฯ สันนิษฐานว่า นิบิรุ เคย โคจรเข้ามาใกล้ทีหนึ่งแล้วในเมื่อ หลายแสนปีก่อน แต่มารอบนี้.... มาเทียบและทาบวงโคจรของโลกเลย คาดว่า ดาวนิบิรุ มีโอกาสที่จะชนกันกับโลกสูง หรือแม้เฉียดกันก็เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงแล้ว

เพราะแกนของดาวทุกดวงมีสนามแม่เหล็กอยู่ อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดพายุต่างๆ นา

และเค้าคาดการณ์ไว้แล้วว่า ปี 2012 เราสามารถจะเห็น ดาวนิบิรุ ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ได้เลย เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว

ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ เพราะ NASA ปิดข่าว แต่นักดาราศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีความเป็นไปได้กันอย่างจ้าละหวั่นแล้ว

ข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ บางแหล่งบอกว่าไม่แน่ใจว่าเป็น ดาวฤกษ์ และ อุกกาบาต

เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าดาวพฤหัส 2 เท่า!!! ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบนี้

งานนี้ก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเลือกเรา....!!?? ของแท้แล้วละนะครับ



อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Pompeii : เมืองที่ถูกภูเขาไฟถล่มทั้งเป็น (1)

แผนที่แสดงตำแหน่งของ Pompeii, Herculaneum และ Naples

การคำรามของภูเขาไฟ Visuvius ซึ่งสูง 1,280 เมตร เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 622 เวลาบ่ายโมงไม่ได้ทำให้ชาวเมือง Pompeii คนใดตระหนกตกใจ เพราะภูเขาไฟลูกนี้ได้สงบนิ่งมาเป็นเวลานานจนไม่มีใครจำได้ว่ามันระเบิด ครั้งสุดท้ายเมื่อใด ดังนั้น เมื่อถึงเวลาค่ำของคืนวันนั้น การระเบิดที่รุนแรงและฉับพลันจึงทำให้ผู้คนกว่า 20,000 คน ที่อาศัยอยู่ในเมือง Pompeii และ Herculaneum ถูกเถ้าภูเขาไฟและลาวาถล่มทับจนมิดทั้งเมืองภายในเวลาเพียงวันเดียว Pliny ผู้อาวุโส เป็นบุคคลหนึ่งที่ถูกควันภูเขาไฟอุดจมูกจนขาดใจตาย

ส่วนหนุ่ม Pliny ก็ได้เล่าว่า ขณะภูเขาไฟระเบิด ควันภูเขาไฟได้ลอยขึ้นสูง แล้วกระจายออกตามแนวราบ จากนั้นลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็พัดนำเขม่า ฝุ่น และก้อนหินมาตกบนหลังคาบ้าน จนอาคารพังพินาศทำให้ผู้อาศัยถูกอบด้วยควันร้อน ลาวาเดือดที่มีอุณหภูมิสูงถึง 400 องศาเซลเชียส ได้เผาคนจนตัวเกรียม บ้างก็ได้พยายามหนีตายโดยการวิ่งไปที่ชายทะเลเพื่อลงเรือหนี แต่ไม่เป็นผล เพราะเถ้าลาวาได้ไหลทันคนเหล่านั้น จนศพถูกหุ้มด้วยลาวาเหลวและกลายสภาพเป็นศพหินให้เห็นกันจนทุกวันนี้
ภาพวาดแสดงการระเบิดของ Visuvius เมื่อ พ.ศ. 623 โดย Joseph Wright

การถูกฝังด้วยลาวาที่หนา 25 เมตร ทำให้เมือง Pompeii และ Herculaneum ถูกโลกลืมอย่างสนิท จนกระทั่งปี 2291 เมื่อวิศวกรท่อระบายน้ำ ได้พบซากบ้านโบราณฝังอยู่เบื้องล่าง และการวิเคราะห์ในเวลาต่อมาได้แสดงให้เห็นว่า นั่นคือซากเมือง Pompeii ที่โลกเคยรู้จักเมื่อ 1,670 ปีก่อน

ถึงเวลาจะผ่านไปนานร่วม 260 ปี นับจากวันที่ได้มีการขุดพบซากเมือง Pompeii ก็ตาม แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การขุดและวิเคราะห์หลักฐานอย่างละเอียดก็ยังทำให้ชาวโลกทุกคนตื่นเต้น เพราะข้อมูลที่ได้ทำให้เราวันนี้รู้วิถีชีวิตของชาว Pompeii เมื่อ 2,000 ปีก่อนดีขึ้นเรื่อยๆ ว่า ในสมัยนั้นเมืองนี้เป็นเมืองขนาดกลางที่มีประชากรประมาณ 20,000 คน แม้เมืองจะไม่ได้เป็นที่ประทับของเจ้าชายใดๆ แต่พ่อตาของจักรพรรดิ Julius Caesar ก็มีวิลลาตากอากาศอยู่ที่นี่ และในสมัยนั้น Pompeii เป็นสถานที่จิตรกร ศิลปิน เศรษฐี และทาสนิยมมาพำนักอาศัยเพราะทาสต้องการงานเพื่อจะได้มีเงินไปใช้ ไถ่ตนให้เป็นไท แม้แต่กลาเดียเตอร์ชื่อ Spartacus ก็เคยมาเที่ยวพำนักที่ Pompeii ก่อนเดินทางเข้าโรม
ซากสุนัขที่กลายเป็นหิน ซึ่งแสดงความพยายามจะหนีลาวาร้อน

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า สาเหตุที่ทำให้โลกได้มีโอกาสเห็น Pompeii อีก ครั้งหนึ่ง เพราะในช่วงเวลา 100 ปีแรกที่มีการขุดนักโบราณคดีได้เห็นโรงละครของเมืองและได้พบวัตถุประวัติ ศาสตร์มากมาย รัฐบาลอิตาลีจึงอนุญาตให้ Guiseppe Fiorelli ขุดดินที่ทับถม ประมาณ 600,000 ลูกบาศก์เมตรออก ในปี 2403 การศึกษาโบราณวัตถุที่ขุดได้ ทำให้เรารู้ว่า เมื่อ 800-900 ปีก่อนคริสตกาล เมือง Naples และ Salerno ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ Pompeii เคยเป็นเมืองท่าสำคัญ จึงถูกชาวกรีกและชาวอิตาเลียนผลัดกันยึดครอง แต่เมื่อ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทั้ง Naples และ Pompeii ได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ด้วยเหตุนี้ ตัวเมืองจึงมีศิลปวัตถุสไตล์กรีกตามอาคารสาธารณะ อนุสาวรีย์ โรงละคร อัฒจันทร์ ที่อาบน้ำสาธารณะ ฯลฯ ให้ชาวบ้านที่เดินทางมาขายสินค้าได้พักผ่อน โดยเมืองมีจุดศูนย์กลางของกิจกรรมที่จัตุรัสกลางเมือง และชาวเมืองมีเทพเจ้าประจำเมือง คือ Jove, Juno, Minerva กับ Venus
ซากชาว Pompeii ที่นอนตาย และถูกลาวาจับแข็งแสดงความรู้สึกถูกทารุณครั้งสุดท้าย

แม้โรงละครที่หันหน้าสู่แม่น้ำ Sarno จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า Colleseum ในโรม แต่ก็สวย เพราะมีที่กำบังแดด และสามารถบรรจุคนได้มากถึง 2,000 คน ที่นี่จึงใช้สำหรับการชมดูการต่อสู้ของ gladiator ด้วย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองชอบดูกีฬานองเลือดชนิดนี้มาก นอกจากนี้เมืองก็มีสนามกรีฑาและสระว่ายน้ำให้บรรดาชายฉกรรจ์แสดงฝีเท้า และฝีมือ รวมทั้งพละกำลังในการเล่นมวยปล้ำ และว่ายน้ำด้วย ถึงกีฬาเหล่านี้เป็นกีฬากรีกยิ่งกว่ากีฬาโรมัน แต่ Pompeii ก็สามารถผสมผสานสองอารยธรรมได้อย่างลงตัว เช่น มีกีฬาให้ gladiator โรมันฆ่ากัน และมีกรีฑาให้คนหนุ่มเล่นกีฬาของชาวกรีก


สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การเกิดสุริยุปราคา







การเกิดสุริยุปราคา

ปี 2552 เป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่งที่องค์การยูเนสโก และสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลยกย่อให้เป็นปีดาราศาสตร์สากล เป็นปีการเฉลิมฉลองครบรอบ 400 ปีการค้นพบครั้งสำคัญทางดาราศาสตร์ คือการใช้กล้องโทรทรรศน์สำรวจดวงดาวเป็นครั้งแรกโดย กาลิเลโอ และการตีพิมพ์ผลงานเรื่อง Astronomia nova ของโยฮันเนส เคปเลอร์ กอปรกับในปี 2552 นี้ยังนับเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาถึงสองครั้ง ด้วยกัน

ครั้งแรกคือวันที่ 26 มกราคม 2552

ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนจะเกิดสุริยุปราคาวงแหวนพาดผ่านบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยจะเห็นสุริยุปราคาบางส่วน สามารถดูทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เวลา 16.08 น. ที่ จ.เชียงราย แล้วไปสิ้นสุดที่ จ. นราธิวาส เวลา 18.00 น. ส่วนในกรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สัมผัสที่หนึ่ง เวลา 15.53 น. สิ้นสุดเวลา 17.58 น. ทั้งนี้ทางภาคใต้จะได้รับชมนานที่สุดประมาณ 2 ชั่วโมง 22 นาที ในพื้นที่ จ. นราธิวาส ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังถึงร้อยละ 54.9 ทางท้องฟ้าทิศตะวันตก

ครั้งที่สองคือวันที่ 22 กรกฎาคม 2552

เป็นวันที่สุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21โดยเส้นทางเงามืดของดวงจันทร์พาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และหมาสมุทรแปซิฟิกใต้ ส่วนสุริยุปราคาบางส่วนเห็นได้เป็นบริเวณกว้างตามเส้นทางที่เงามัวของดวง จันทร์พาดผ่าน ได้แก่ เอเชียตะวันออกทั้งหมด อินโดนีเซียและมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้กินเวลานานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ 6 นาที 39 วินาที ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน และสามารถเห็นได้ทุกภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน ที่กรุงเทพฯ นั้นดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สัมผัสที่หนึ่งในเวลาประมาณ 07.06 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 09.08 น. ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนในครั้งนี้จะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ คือประมาณ 2 ชั่วโมง 12 นาที ที่จังหวัดเชียงราย โดยดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 69 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

ปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา”

สุริยุปราคา เป็นปรากฏการณ์ซึ่งหาดูได้ยากเนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุม 5 องศา กับวงของโคจรของโลก โอกาสที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกจะโคจรมาอยู่ในระนาบเป็นเส้นตรงเดียวกันจึงไม่เกิดขึ้นทุกเดือน ประกอบกับดวงจันทร์มีขนาดเล็กและโลกหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้เงาของดวงจันทร์ทาบไปยังพื้นโลกไม่ซ้ำที่กัน โอกาสที่จะเห็นสุริยุปราคาในประเทศไทยจึงมีไม่มากนัก

“สุริยุปราคา” หรือ “สุริยคราส” เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดจากดวงจันทร์ โลก โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกับดวงอาทิตย์ โดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ดังนั้นหากมองจากพื้นโลกจะทำให้เห็น ดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ ซึ่งขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่บังแสงอาทิตย์จะทำให้เกิดเงาพาดลงมาที่พื้น ผิวโลก 2 ชนิดคือ เงามืด และ เงามัว

เงามืด (Umbra) คือ บริเวณที่มิดที่สุด เนื่องจากดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบรูณ์

เงามัว (Penumbra) คือ บริเวณที่ไม่มืดมากนักเนื่องจากได้รับแสดงบางส่วนจากดวงอาทิตย์

การเกิดสุริยุปราคา

ปกติแล้วระยะเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการโคจรรอบโลกครบ 1 รอบพอดี คือ 1 เดือน ถ้าเช่นนั้นทุกๆ เดือน ดวงจันทร์จะมีโอกาสโคจรมาอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เสมอ แล้วทำไมจึงไม่เกิดสุริยุปราคาทุกเดือน ?


แล้วทำไมจึงไม่เกิดสุริยุปราคาทุกเดือน ?

ทั้งนี้เพราะระนาบการโคจรของดวงจันทรจะเอียงประมาณ 5 องศากับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จึงมักเคลื่อนไปอยู่ทางเนือหรือทางใต้ของเส้นตรงระหว่างโลกกับดวง อาทิตย์เสมอ เงาของดวงจันทร์จึงไม่ตกทอดลงบนโลก แต่ทอดลงไปในอวกาศแทน ช่วงที่จะเกิดสุริยุปราคา ดวงจันทร์จะต้องอยู่ที่จุดตัดหรือใกล้จุดตัดของระนาบเท่านั้น ซึ่งปกติวงโคจรของดวงจันทร์จะตัดกับวงโคจรของโลกเพียง 2 จุดเท่านั้นตลอดระนาบโคจร จุดตัดระนาบ 2 จุดก็ไม่ใช่จุดตัวเดิมทุกครั้ง แต่จะเคลื่อนจากทิศตะวันออกไปยังตะวันตก หรือเรียกว่าการเดินถอยหลัง (regression) การเคลื่อนไปทางตะวันตกเกิดเนื่องจากความแตกต่างของเวลาที่เรารู้จัก คือเดือน นั่นเอง

นอกจากนี้การเกิดสุริยุปราคาในแต่ละครั้ง บริเวณที่มองเห็นจะเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ เพราะโลกหมุนรอบตัวเอง อีกทั้งในแต่ละบริเวณที่มองเห็นก็จะเห็นการเกิดสุริยุปราคาในลักษณะที่แตก ต่างกัน เนื่องจากระยะห่างของ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก รวมทั้งลักษณะของเงาที่ทอดลงมาบนพื้นโลกนั่นเอง โดยเราสามารถแบ่งประเภทการเกิดสุริยุปราคาหลักๆ ได้ 3 ประเภทด้วยกัน


- สุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipse) เกิดขึ้นเมื่อผู้สังเกตการณ์อยู่ในตำแหน่งเงามืดบนพื้นโลก (A) จะเห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์

- สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) เกิดขึ้นเมื่อผู้สังเกตการณ์อยู่ในตำแหน่งเงามัว (B) จึงมองเห็นดวงอาทิตย์สว่างเป็นเสี้ยว

- สุริยุปราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse) เกิดขึ้นเมื่อผู้สังเกตการณ์อยู่ในตำแหน่งเงามืดบนพื้นผิวโลก (C) แต่เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เป็นรูปวงรี ส่งผลให้บางครั้งดวงจันทร์ห่างจากโลกมากเสียจนเงามืดของดวงจันทร์จะทอดยาว ไม่ถึงผิวโลก (C) เราจึงเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองเห็นดวงอาทิตย์เป็นรูปวงแหวน


วิธีดูสุริยุปราคาอย่างปลอดภัย

แสงอาทิตย์มีพลังงานสูง การมองดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าสามารถทำให้ตาบอดได้ การมองดูดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ หรือกล้องส่องทางไกล โดยปราศจากแผ่นกรองแสดงจะทำให้ตาบอดในทันที การสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ให้ปลอดภัยมี 3 วิธีดังนี้

1. มองดูด้วยตาเปล่าโดยใช้แผ่นกรองแสงอาทิตย์ (Solar Filter) แผ่นกรองแสงจะกรองพลังงานของแสงอาทิตย์ออกไปมากว่า 99% แสงที่เหลือจึงไม่สามารถทำอันตรายแก่ดวงตาได้ แผ่นกรองแสงอาทิตย์ที่นำมาใช้ ควรเป็นแผ่นกรองแสงที่มีคุณภาพและถูกสร้างขึ้นเพื่อกรองแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ ได้แก่ แผ่นไมลาร์ กระจกเคลือบโลหะ เป็นต้น กรณีที่หาซื้อแผ่นกรองแสงอาทิตย์ไม่ได้จริงๆ อาจใช้วัสดุอื่นแทนได้ เช่น นำแผ่นฟิลม์เอกซเรย์มาซ้อนกันอย่างน้อย 2 ชั้น ทั้งนี้การมองดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าโดยไม่ใช่แผ่นกรองแสง จะทำได้ตอนที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้าเวลารุ่งเช้า หรือยามเย็นเท่านั้น

2. มองผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งแผ่นกรองแสงอาทิตย์ (Solar Filter) การดูดวงอาทิตย์ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะช่วยให้เห็นรายละเอียดของพื้นผิวบนดวง อาทิตย์ ได้แก่ Sunspots อย่างไรก็ตามฟิลเตอร์ที่ใช้จะต้องมีคุณภาพสูง ฟิลเตอร์ที่ติดตั้งบนกล้องโทรทรรศน์มีหลายชนิด เช่น ฟิลเตอร์ไฮโดรเจน -อัลฟา จะช่วยให้เห็นพวกก๊าซบนดวงอาทิตย์ ทว่าฟิลเตอร์ชนิดนี้มีราคาแพง, ฟิลเตอร์ชนิดไมล่าเป็นแผ่นโลหะบางๆ มีราคาถูกกว่า ทำให้เห็นดวงอาทิตย์เป็นสีขาว หรือสีฟ้าอื่น, ฟิลเตอร์ชนิดกระจกเคลือบโลหะ ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เป็นสีส้นหรือสีเหลือง ฟิลเตอร์ที่มีคุณภาพจะถูกนำมาติดตั้งไว้ที่หน้ากล้อง เพื่อกรองแสงอาทิตย์ไม่ใช้เข้าสู่กล้องโทรทรรศน์มากเกินไป


อย่างไรก็ตามกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กมักจะแถมฟิลเตอร์ขนาดเล็กติดตั้งไว้ที่ เลนส์ตา ซึ่งไม่ควรใช้ในการดูสุริยุปราคาโดยเด็ดขาด เพาะว่าเมื่อเลนส์วัตถุรวมแสงอาทิตย์เช้าสู่ลำกล้อง อุณหภูมิภายในลำกล้องจะสูงมาก ฟิลเตอร์อาจจะถูกทำลายด้วยความร้อนและแสงอาทิตย์จะพุ่งเข้าสู่เลนส์ตา ทำให้ผู้ชมตาบอดทันที ข้อพึงระวังอีกประการหนึ่งคือ จะต้องปิดฝากล้องเล็งดาวตลอดเวลา กล้องเล็งดาวเป็นกล้องรวมแสงเช่นเดียวกับกล้องดูดาว หากเปิดไว้มีคนมาส่องดูก็จะตาบอดทันทีเช่นกัน

3. วิธีโปรเจคชั่น ทำได้โดยใช้กล้องโทรทรรศน์รับแสงอาทิตย์ แล้วตั้งฉากรับภาพที่ออกมาจากเลนส์ตา วิธีนี้ช่วยให้สามารถดูดวงอาทิตย์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ได้ทีละหลายๆ คน ไม่เสียเวลา อย่างไรก็ตามก่อนใช้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า กล้องและเลนส์ที่นำมาใช้ต้องไม่มีชิ้นส่วนที่ทำด้วยพลาสติก เพราะเลนส์จะรวมแสงจนเกิดความร้อน จนทำให้ชิ้นส่วนละลายได้



ข้อพึงระวังในการดูดวงอาทิตย์
1. การจ้องดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า จะทำให้ตาบอดในระยะยาว
2. การดูดวงอาทิตย์ผ่านกล้องโทรทรรศน์โดยปราศจากแผ่นกรองแสงอาทิตย์ จะทำให้ตาบอดในทันที
3. การจัดกิจกรรมดูดวงอาทิตย์ จะต้องมีผู้มีความรู้คอยดูแลให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา


เกร็ดความรู้ !!
เราเห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าได้อย่างไร ?

ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวมากกว่าดวงจันทร์ประมาณถึง 400 เท่า แต่ในขณะเดียวกันโลกก็อยู่ห่างจากดวงจันทร์ราว 400 เท่าด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราแหงนหน้าขึ้นบนท้องฟ้า เราจึงมักจะมองเห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีขนาดพอๆ กัน

อ่านต่อกด..จ๊ะ.