เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม สมองสองซีก ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-sciences.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

iVista Digital Ink Pad ผู้ช่วยชั้นเลิศในการจดบันทึกแบบ


Impetus ผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ iVista ได้เปิดตัว Digital Ink Pad+ นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยคุณในการจัดเก็บข้อความ รูปวาด และทุกๆ แรงบันดาลใจได้อย่างสะดวกง่ายดาย เพียงแค่เขียนข้อความด้วยปากกาดิจิตอลลงบน Digital Ink Pad+ แล้วทุกข้อความที่คุณเขียนจะถูกบันทึกในรูปแบบดิจิตอลโดยทันที พร้อมด้วย 26 เอกสาร (A-Z), แต่ละเอกสารสามารถบันทึกได้ 999 หน้า นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนภายใน คุณสามารถทำการบันทึกเสียงและมันจะบันทึกโดยอัตโนมัติในหน้าเอกสาร ณ ขณะนั้น รวมทั้งสามารถใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 20 ชั่วโมง รวมทั้งยังสามารถช่วยคุณในการนำเสนอผลงานต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแค่คุณเชื่อมต่อ Digital Ink Pad+ เข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณเท่านั้น คุณก็จะสามารถเรียกข้อความที่คุณเคยบันทึกขึ้นมาดูบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ อีกครั้ง นอกจากนั้นคุณยังสามารถแก้ไขและจัดการข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ในทันที อีกทั้งข้อมูลดิจิตอลที่คุณบันทึกยังสามารถแปลงเป็นไฟล์: BMP, HTML, PDF, JPEG, ONENOTE, TOP, TXT, WORD DOC and ZIP. และ โปรแกรม OCR handwriting recognition ยังสามารถช่วยคุณแปลงข้อมูลที่คุณบันทึกในรูปแบบ Hand Writing ให้กลายเป็น ตัวพิมพ์ซึ่งรองรับมากกว่า 14 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งโปรแกรมนี้ก็สามารถช่วยคุณแปลงข้อมูลไปเป็น แผนภูมิ – รูปภาพได้เช่นกันDigital Ink Pad+ จะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณ สามารถใช้งานได้เหมือน Tablet PC ทั่วไปพิเศษ ราคาโปรโมชั่น (รวมโปรแกรมแปลงตัวอักษร มูลค่า $50 + ค่านำเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม) แค่ 7,990 บาทเท่านั้น
ดูการทดสอบการใช้งานได้ที่นี่
http://www.overclockzone.com/basskyline/year2009/08/inkpad/index.htm

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

พบประชากรใหม่ๆ มากมายในแถบลุ่มน้ำโขงของเรา


ตุ๊กแก ลายเสือดาว หน้าตาราวกับว่า มาจากต่างจักรวาลอันไกลโพ้น พบในเขตป่าสงวนแห่งชาติเกาะก๊าตบ่า (Cat Ba) ติดเขตอ่าวฮาลอง ใน จ.กว๋างนีง (Quang Ninh)


เอเอฟพี - นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ถึง 163 ชนิดในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แห่งดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนั้นกลับตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพอากาศที่ เปลี่ยนแปลงเพราะสภาวะโลกร้อน ทั้งนี้เป็นการรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบนี้ มีทั้งกบที่กินนกเป็นอาหาร นกที่เดินมากกว่าบิน และตุ๊กแกที่หน้าตาประหลาดคล้ายเอเลี่ยน ซึ่งสัตว์ลักษณะแปลกๆ เหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในรายงาน "สัตว์ที่เผชิญกับการสูญพันธุ์" ของกลุ่มนักอนุรักษ์

รายงานฉบับนี้จะถูกนำไปเป็นประเด็นในการหารือระหว่างการประชุมของสห ประชาชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ สัปดาห์หน้า ก่อนที่จะนำไปสู่การประชุมสมัชชาสามัญที่กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธ.ค. ต่อไป

"สัตว์บางสายพันธุ์สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ แต่บางสายพันธุ์ไม่ ซึ่งจะทำให้สัตว์สายพันธุ์เหล่านั้นสูญพันธุ์ได้" นายสจ๊วต แชปแมน (Stuat Chapman) ผู้อำนวยการกองทุนสัตว์ป่าโลกสาขาลุ่มแม่น้ำโขง กล่าว

"สัตว์หายาก อยู่ในภาวะเสี่ยงต่ออันตราย และมีอยู่เฉพาะถิ่นเช่นพวกสัตว์ที่ค้นพบนี้สามารถสูญพันธุ์ได้ง่ายเพราะสภาพ อากาศที่เปลี่ยนแปลงจะยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านั้นมี จำกัดมากยิ่งขึ้น" นายแชปแมน กล่าว

สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในปี 2551 ประกอบด้วย พืช 100 ชนิด ปลา 28 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 18 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 14 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2 ชนิด และนกอีก 1 ชนิด ซึ่งครอบคลุมอยู่ในบริเวณพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม และมณฑลหยุนหนัน ของประเทศจีน


ประหลาดซ้อนประหลาด กบมีเขี้ยว แถมยังนิยมเปิบพิสดารจับนกกินนกเป็นอาหาร WWF กล่าวว่า พบในป่าสงวนแห่งหนึ่งของไทย อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ยิ่ง แต่ทั้งหมดกำลังถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ




กบ จริงๆ ไม่ใช่พวกตัวปาด ผิวขุขระ อาศัยตามต้นไม้ พบในเขตเขาเจืองเซิน (Truong SOn) ชายแดนเวียดนาม-จีน เมื่อปีที่แล้ว WWF เผยแพร่ภาพนี้ในวันศุกร์ (25 ก.ย.)

หนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ คือ กบมีเขี้ยวกินนกเป็นอาหาร ที่ยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนของไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีจริงจากนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าไปศึกษาในพื้นที่ป่า เป็นเวลานานกว่า 40 ปี

งูพิษลายพาดกลอน ที่ค้นพบอย่างไม่ตั้งใจบนเกาะนอกชายฝั่งประเทศเวียดนาม ในสถานการณ์ที่ลูกชายของนักวิจัยเกือบจะถูกฉกเข้าที่แขน หลังจากที่ออกตามหาจิ้งเหลน

"ในคราวที่ออกสำรวจตอนนั้นเราจับได้ทั้งงูและตุ๊กแก ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ทั้งคู่" นายลี กริสเมอร์ (Lee Grismer) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลาเซียร่า แคลิฟอร์เนีย กล่าวในรายงาน

ตุ๊กแกลายเสือดาว ถูกพบบนเกาะอีกแห่งหนึ่งของเวียดนามเช่นกัน มีลักษณะของสีสันคลายเสือดาวและปนด้วยสีส้ม มีดวงตาเหมือนแมว และมีขายาวเก้งก้าง

นอกจากนั้นยังพบนกชนิดใหม่ที่อยู่กันเป็นฝูงเล็กๆ จะบินได้ต่อเมื่อตื่นตกใจและบินในระยะสั้นๆ เท่านั้น พบในบริเวณชายแดนจีนติดกับเวียดนาม


พระเอก จากแขวงคำม่วนของลาว.. นกปรอดหัวโล้น (Pycnonotidae Hualone) ซึ่งองค์การ Wildlife Conservation Society กล่าวว่าเป็นการพบในรอบกว่า 100 ปี ทำไมเกิดมาหัวโล้น? ยังไม่มีผู้ใดไขคำตอบได้อย่างชัดเจน




ตีน เป็นพังผืดว่ายน้ำได้ แต่หางเป็นพวงเหมือนกระรอก เคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อสัก 11 ล้านปีก่อน เพราะพบซากดึกดำบรรพ์ของญาติๆ ในแถบตอนใต้ของจีน แต่จู่ๆ เมื่อปี 2550 "ตัวขะหยุ" หรือ "ข่าหนู" ก็โผล่ออกมาให้ชาวโลกได้เห็นอีกครั้งในเขตเขาหินปูน แขวงคำม่วนของลาว จำนวนไม่น้อยถูกจับไปทำหนูย่างในตลาดสด

ในเดือน ธ.ค.2551 นักวิทยาศาสตร์ลาวกับนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียได้พบนกปรอดหัวเหน่งที่เสียง ร้องของมันไพเราะยิ่ง และจับตัวเป็นๆ ได้เป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่านับเป็นการพบครั้งสำคัญในรอบ 100 ปีทีเดียว หลังจากเคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์จากโลกนี้ไปแล้ว

นกปรอทหัวเหน่งมีลักษณะพิเศษหลายอย่างที่นกชนิดอื่นๆ ไม่มี อาศัยอยู่ในเขตภูเขาหินปูนในภาคกลางของลาว

ในเวียดนามช่วงหลายปีมานี้มีการค้นพบลิงหางยาวกับพวกค่างหน้าตาแปลกๆ อีกหลายสายพันธุ์ในเขตป่าภาคกลางกับภาคเหนือเวียดนาม มีการค้นพบนากหน้าขนขนาดใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนี้เป็นพื้นที่ที่มีความ อุดมสมบูรณ์ โดยในระหว่างปี 2540-2550 นั้น มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มากถึง 1,068 ชนิดด้วยกัน


ภาพ ของ WWF ถ่ายในปี 2551 เป็นงูพิษลายเสือจากเกาะเหิ่นเซิน (Hon Son) เมืองแหร็ก-หยา (Rach Gia) จ.เกียน-ซยาง (Kien Giang) ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงของประเทศ




ภาพ ของ WWF ถ่ายในปี 2551 เป็นอสรพิษร้ายลายเสืออีกตัวหนึ่ง จากเกาะเหิ่นเซิน (Hon Son) เมืองแหร็ก-หยา (Rach Gia) จ.เกียน-ซยาง (Kien Giang) เช่นกัน



ตุ๊กแก ลายเสืออีกตัวมาจากป่าสงวนแห่งชาติก๊าตบ่า เช่นเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ยังค้นพบตุ๊กแกหน้าตาประหลาดๆ อีกหลายสายพันธุ์ในเขตเขา ทั้งในภาคใต้และภาคเหนือของประเทศ


แต่ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมและสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากสภาวะโลก ร้อนได้ทำให้ระดับน้ำทะเลและปริมาณของน้ำเค็มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงกับธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหายากเหล่านี้

WWF ต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหาการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหายากเหล่า นี้โดยจะนำเข้าเป็นวาระหนึ่งในการประชุมของสหประชาชาติในประเด็นการเปลี่ยน แปลงของสภาพอากาศหรือสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ระหว่างการประชุมในกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ก.ย. นี้

ในเดือน ธ.ค. ผู้นำจากทั่วโลกจะเข้าร่วมการประชุมใหญ่ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กเพื่อร่วมตกลงในการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศปี 2555 หลังจากที่พิธีสารเกียวโตจะหมดวาระลง.


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

การออกแบบของเหลวสำหรับการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงราคาประหยัด

ทองคำขาวยังคงเป็นวัสดุที่ดีที่สุดในการเป็นตัวนำ ปฏิกิริยาทางเคมีสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน แต่ด้วยสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและราคาต้นทุนที่สูงในปัจจุบัน ทำให้มีการคิดค้นทางเลือกอื่นเพื่อผลิตเซลล์เชื้อเพลิงโดยการแทนที่ทองคำขาว เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟ ปัจจุบัน บริษัทพลังงาน ACAL ของสหราชอาณาจักร ได้ปรับปรุงการออกแบบของเหลวเพื่อผลิตเซลล์เชื้อเพลิงที่ลดปริมาณการใช้ ทองคำขาวได้กว่าร้อยละ 80


ภาพแสดงภายในเครื่องผลิตเซลล์เชื้อเพลิงของ ACAL ซึ่งเร่งปฏิกริยาทางไฟฟ้าโดยไม่ใช้ทองคำขาว
สามารถลดต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 40
ที่มา: บริษัทพลังงาน ACAL


ตามธรรมเนียมการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมนั้น มักจะใช้แพลทตินั่ม (ทองคำขาว) ฝังลงไปในร่องของขั้วไฟฟ้าคาร์บอน แต่การผลิตแบบใหม่ของ ACAL ได้ออกแบบโซลูชั่นที่นำธาตุโมลิบดีนั่ม (molybdenum) ที่มีต้นทุนต่ำผสมกับธาตุวานาเดียม (vanadium) ซึ่งเป็นธาตุที่ใช้ในการผลิตเหล็กอัลลอยด์ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางไฟฟ้าของการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งวิธีดังกล่าวให้ผลดีเท่ากับการผลิตแบบดั้งเดิม แต่มีต้นทุนถูกกว่าถึงร้อยละ 40

ACAL กล่าวว่า การออกแบบของพวกเขาสามารถผลิตพลังงานที่มีความหนาแน่นมากถึง 600 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตรที่กำลังผลิต 0.6 โวลท์ อย่างไรก็ตาม นายฮูเบิร์ท แกสทีเกอร์ (Hubert Gasteiger) ศาสตราจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลของมหาวิทยาลัย MIT กล่าวว่า ค่ามาตรฐานของเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ปกติส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 900 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร แต่นาย แอนดรูว์ ครีธ (Andrew Creeth) ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ACAL และเป็นหัวหน้าช่างเทคนิค กล่าวว่า หากเพิ่มความดันลงในขั้นตอนของการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงให้มากขึ้นก็น่าจะทำ ให้ความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยความหนาแน่นของพลังงานระบบใหม่น่าจะได้มากถึง 1.5 วัตต์ต่อตารางเซนติเมตร และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการพัฒนาดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ที่ สามารถจะวางขายในท้องตลาดได้ในเร็วๆ นี้

ปัจจุบันบริษัทได้ผลิตระบบกระแสไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ เพื่อขายเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มลูกค้าของบริษัทโดยเฉพาะในต้นปีหน้า และเซลล์เชื้อเพลิงดังกล่าวจะสามารถขายให้กับท้องตลาดทั่วไปได้ภายในปี 2011 โดยบริษัทได้วางเป้าหมายการตลาดแรกด้วยการผลิตกระแสไฟฟ้าดีเซลที่ 1-10 กิโลวัตต์ จากนั้นจึงค่อยขยายให้มีการประยุกต์ใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น อาทิ การใช้ไฟฟ้าตามบ้านและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

ทองคำขาวที่บรรจุอยู่ในเยื่อโพลิเมอร์ของเซลล์เชื้อ เพลิงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า เนื่องจากความสามารถในการแตกไฮโดรเจนเป็นประจุอิออนบวก และผสมกับออกซิเจนในรูปของน้ำหล่อเย็นที่ขั้วลบ แต่สำหรับสามปีที่ผ่านมาทองคำขาวก็มีปริมาณการผลิตที่จำกัดและมีต้นทุน เฉลี่ย 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ นายดักลาส แม็คฟาร์เลน (Douglas MacFarlane) ศาสตราจารย์ด้านวิชาเคมีของมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า “ในอนาคตราคาของทองคำขาวจะพุ่งขึ้นสูงมากหากยังคงนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิต เซลล์เชื้อเพลิงแบบเดิม จึงควรมีการพัฒนาการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ๆ เพื่อทดแทน” “การผลิตเซลล์เชื้อเพลิงใช้ทองคำขาวประมาณ 0.5 กรัมต่อการสร้างกระแสไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ แต่ในระยะยาวบริษัทมีเป้าหมายที่จะลดการใช้ทองคำขาวลงเหลือ 0.2 กรัมต่อการสร้างกระแสไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์” นายแกสทีเกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันได้มีนักวิจัยจำนวนมากที่แข่งขันกันคิดค้น วิธีเพื่อลดปริมาณการใช้ทองคำขาวหรือไม่ใช้เลยเพื่อผลิตเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งการใช้โลหะอื่นที่มีต้นทุนถูกกว่ามักเป็นทางเลือกที่พบได้บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้เหล็กเป็นตัวหลักในการเร่งปฏิกิริยาไฟฟ้าและใช้การผสมทองคำขาวกับ แพลเลเดียม (palladium) เป็นตัวเสริม แม็คฟาร์เลน ได้คิดค้นเยื่อโพลิเมอร์ที่มีรูพรุนเพื่อเร่งปฏิกิริยาไฟฟ้า ขณะที่นักวิจัยบริษัทไดฮัตสุของญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยวูฮันของจีนคิดค้นการ ผลิตเซลล์เชื้อเพลิงอัลคาไลน์ ซึ่งใช้วิธีให้อิออนที่เป็นด่างทำปฏิกิริยากับอิออนที่เป็นกรด การออกแบบเหล่านี้ทำงานได้ดีกับตัวเร่งปฏิกิริยาราคาถูกเช่นนิกเกิล และไม่จำเป็นต้องใช้โลหะมีค่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา แต่ทางเลือกทั้งหมดนี้ก็ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่ม คือ การผลิตเซลล์เชื้อเพลิงที่มีศักย์พลังงานไฟฟ้าต่ำและความเสถียรของการส่ง ไฟฟ้าจะลดต่ำลงเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน อย่างไรก็ตาม ตัวเร่งปฏิกิริยาไฟฟ้าของบริษัท ACAL อยู่บนพื้นฐานของการผสมโลหะโมลิบดีนั่มและวานาเดียมที่มีต้นทุนต่ำ ลงไปในเยื่อบุโพลิเมอร์ของเซลล์เชื้อเพลิง และให้สัมผัสโดยตรงกับของเหลวที่มีประจุอิออนลบ ซึ่งได้ผลเท่ากับการใช้ทองคำขาวประมาณร้อยละ 80 ในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม

ครีธกล่าววว่า จากการทดสอบของบริษัทกว่า 1,500 ชั่วโมงพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาแบบใหม่นี้มีความเสถียรและสามารถทนทานต่อสภาพ ความเป็นกรดในเซลล์เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการลดต้นทุนการผลิต ขณะที่การผลิตแบบดั้งเดิมติดอยู่กับความจำเป็นที่ต้องทำให้เซลล์เชื้อเพลิง เย็นตัวด้วยของเหลวหรืออากาศ และมันยังต้องการระบบที่ต้องทำให้เยื่อภายในเซลล์เชื้อเพลิงมีความชื้นอยู่ ตลอดเวลาเพื่อเป็นการกระตุ้นปฏิกิริยาทางไฟฟ้าของของเหลว “ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าการผลิตของเราเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดในทางเลือกที่จะ ไม่ใช้ทองคำขาว” ครีธกล่าว

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

หนังสือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ระบบเดซี

หนังสือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ระบบเดซี (Digital Accessible Information System:DAISY) คือ สื่อมัลติมีเดียที่แสดงผลในรูปของข้อมูลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีของ eXtensible Hyper Text Markup Language (XHTML) หรือ eXtensible Markup Language (XML) ในการเก็บเนื้อหาต้นฉบับ (Textual Content File) และใช้เทคโนโลยี Synchronized Multimedia Integration Language (SMIL) ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลจากเนื้อหากับข้อมูลเสียงจากการบันทึก การอ่าน ในรูปของ WAV File หรือมาตรฐาน Moving Picture Experts Group (MPEG)

DAISY มีลักษณะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีเสียง มีทั้งชนิดข้อความและเสียง หรือชนิดมีเสียงอย่างเดียว สามารถเปิดฟังด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เปิดฟังเสียงด้วยเครื่องอ่านหนังสือเสียงระบบเดซี หรือเปิดฟังเสียงพร้อมทั้งข้อความที่สัมพันธ์กัน ด้วยโปรแกรมอ่านหนังสือเดซีบนคอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นข้อมูลพร้อมการได้ยิน




ภาพโครงสร้างหนังสือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ระบบเดซี


คุณสมบัติของ DAISY สามารถค้นหา(Searching) ควบคุมการอ่าน(Navigable) และใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ทำสำเนา และคั่นหน้าที่อ่าน(Bookmark) เพื่อนำมาเปิดฟังต่อเนื่องในภายหลัง เหมาะกับกลุ่มคนพิการทางการเห็น กลุ่มที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือกลุ่มผุ้สูงอายุ

ในประเทศไทยโดยความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และโครงการสารนุกรมไทย สำหรับเยาวชน ได้นำสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เล่ม 1-27 มาจัดทำเป็นหนังสือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ระบบเดซี ชนิดข้อความและเสียง โดยมีสัญญาณเสียงในรูปของ Mpeg Layer 3 (MP3) ในรูปแบบซีดีรอม จำนวน 125 ชุดเพื่อให้โครงการฯ จัดมอบให้กับหน่วยงานที่มีกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องใช้จำนวน 18 หน่วยงาน อาทิ ศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ ห้องสมุดสำหรับคนตาบอด



วิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม สถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

data www.nectec.or.th

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

เดิมพันสูง! ถ้าเซิร์นเดินเครื่องไม่ได้ "ฟิสิกส์อนุภาค" ถอยหลังไปสิบปี


ภาพ ขณะนักวิทยาศาสตร์ในห้องควบคุมดูข้อมุลการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคและ เครื่องเครื่องตรวจวัดอนุภาค เมื่อวันทดลองยิงลำอนุภาคครั้งแรกวันที่ 10 ก.ย.51 ที่ผ่านมา (ภาพเอพี)


แม้ยังมีความวังกลว่าเครื่องเร่งอนุภาคของ "เซิร์น" จะสร้าง "หลุมดำ" ออกมาดูดกลืนทุกอย่างบนโลก แต่สำหรับนักฟิสิกส์แล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเท่ากับเครื่องจักรทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่ลงทุนไปมหาศาลแต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าความก้าวหน้าของ "ฟิสิกส์อนุภาค" จะถอยหลังไปนับสิบปี

เครื่องจักรทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ขององค์กรความร่วมระหว่างประเทศในทวีปยุโรปวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Reseach) หรือเซิร์น (Cern) ซึ่ง หลายประเทศร่วมลงทุนไปเป็นเงินมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท เพิ่งจะทดลองเดินเครื่องได้เพียง 9 วัน และเกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียจนต้องปิดซ่อมแซมมาเป็นแรมปี จนบัดนี้เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อไขปริศนาจักรวาลยังไม่ได้เดินเครื่องยิง อนุภาคชนกันเลยสักครั้ง

เครื่องเร่งอนุภาค ที่มีท่อเป็นทางวิ่งของลำอนุภาคยาว 27 กิโลเมตร ขดเป็นวงอยู่ในใต้แผ่นดินชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ของนักฟิสิกส์ 8,970 คนจากทั่วโลก ที่อยากเห็นการเดินเครื่องจักรขนาดใหญ่ ซึ่งอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศร่วมประกอบจนเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะใช้เงินทุนไปมหาศาลแต่นักฟิสิกส์นับพันต่างหวังว่า เครื่องจักรนี้จะเดินเครื่องได้ด้วยดี และจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้เข้าใจจักรวาล


ภาพเครื่องตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส () ซึ่งเป็นขดลวดซิลินอยด์ขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่ในการตรวจวัดอนุภาคมิวออน (รอยเตอร์)

เมื่อ วันที่ 10 ก.ย.ปีที่ผ่านมา เซิร์นได้ทดลองเดินเครื่องยิงลำอนุภาคให้วิ่งวนภายในท่อ และหลังจากนั้นเพียง 9 วันเมื่อทดลองยิงลำอนุภาคให้วิ่งวนภายในท่อ ในทิศทางตรงกันข้าม ได้เกิดความเสียหายเนื่องจากการเชื่อมต่อทางไฟฟ้า จนเป็นเหตุให้ต้องหยุดเดินเครื่อง และต้องซ่อมแซมพร้อมทำความสะอาดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ 53 ตัว เนื่องจากฮีเลียมเหลวนับตัน รั่วเข้าสู่ระบบ ซึ่งฮีเลียมเหลวเหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบเย็นยิ่งกว่าในห้วงอวกาศ เพื่อช่วยหล่อเย็นให้ระบบที่อนุภาควิ่งวนด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง


ประตุทางเข้าศูนย์ควบคุมเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น (ภาพเอพี)


ทั้ง นี้ เซิร์นได้ออกมาประกาศว่า จะเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีในเดือน พ.ย.นี้ ด้วยพลังงาน 3.5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งเป็นพลังงานครึ่งศักยภาพของเครื่อง โดย เจมส์ กิลลีส์ (James Gillies) โฆษกของเซิร์นกล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า เซิร์นจะหยุดเดินเครื่องเร่งอนุภาคอีกครั้งในปีหน้า เพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรให้แล้วเสร็จ และจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์

แม้ว่าจะเดินเครื่อง ด้วยพลังงานเพียงครึ่งเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างคาดหวังว่า การทดลองจะทำให้ได้ข้อมูลการชนของโปรตอนและไอออนของตะกั่วภายในเครื่อง เร่งอนุภาค แต่แน่นอนที่สุดนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า การเดินเครื่องที่พลังงานสูงกว่านี้ จะทำให้พวกเขาได้เห็นอนุภาคที่ไม่เคยพบมาก่อน อย่างอนุภาคฮิกก์สโบซอน (Higgs) ซึ่งตามทฤษฎีระบุว่า เป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดมวลอนุภาคและสสารอื่นๆ ในเอกภพ

อย่างไรก็ดี เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการสร้างเครื่องเร่งอนุภาคซูเปอร์คอนดักติงซูเปอร์คอลลิเดอร์ (Superconducting Super Collider) ตามกำหนดที่จะสร้างในปี 2536 ทำให้เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น ก็กลายเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศร่วมลงทุนก่อสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสำหรับความเสียหายในปีที่ผ่านมา เซิร์นต้องจ่ายค่าซ่อมแซม และเพิ่มระบบความปลอดภัยรวมมูลค่าราว 1,300 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์อาศัยเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเท่าห้องทำงาน และทำการทดลองที่อุณหภูมิห้องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษเพื่อศึกษาอะตอม

ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าโปรตอนและนิวตรอนเป็นองค์ประกอบ เล็กที่สุดของนิวเคลียสอะตอม แต่เครื่องเร่งอนุภาคได้แสดงให้เห็นว่า นิวเคลียสยังสร้างขึ้นจาก "ควาร์ก" (quark) "กลูออน" (gluon) และยังมีอนุภาคและแรงอื่นๆ อีก อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับปฏิสสาร สสารมืด และมวลของอนุภาค ซึ่งพวกเขากำลังรอคำตอบจากเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องใหม่ของเซิร์น

นัก วิทยาศาสตร์หวังว่า เศษซากที่กระเด็นออกมาจากการชนกันภายในเครื่องเร่งนั้น จะแสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเศษเสี้ยว 1 ในแสนล้านของวินาที หลังเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ "บิกแบง" (Big Bang) ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นการระเบิดที่ก่อให้เกิดจักรวาล ซึ่งการทดลองดังกล่าวจะเป็นการจำลองการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในระดับเล็กๆ และตามทฤษฎียังบอกด้วยว่า เอกภพได้เย็นตัวอย่างทันทีทันใดและสสารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ขณะ ที่คนทั่วไปอาจเคลือบแคลงและสงสัยว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะทำให้เกิดหลุมดำจิ๋วกลืนกินโลก แต่สำหรับนักฟิสิกส์ชั้นนำและเซิร์นแล้วพวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องดังกล่าว และยังคงยืนยันว่าโครงการนี้มีความปลอดภัย ขณะที่การไม่ได้เดินเครื่องเสียทีนั้น ดูจะเป็นปัญหากับนักวิทยาศาสตร์มากกว่า

นีล เลน (Neal Lane) อดีตที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) ของสหรัฐฯ และเป็นอดีตผู้อำนวยการมูลวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ (US Science Foundation) กล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น เป็นตัวอย่างของเครื่องจักรอันซับซ้อนขนาดใหญ่ ซึ่งผลักดันให้เทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคก้าวหน้า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะมีปัญหาที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

" หากสามารถเดินเครื่องเร่งอนุภาคได้เร็ว ก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีค่ามาก แต่หากเกิดเรื่องอันไม่คาดคิดมากกว่านี้ การเดินเครื่องล่าช้าออกไปเรื่อยๆ และล้มเหลวในการค้นพบเป้าหมายที่มีนัยสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ความรู้ในด้านฟิสิกส์อนุภาคเชิงทดลองของทั่วโลกก็จะถอยหลังไปอีกสิบปีหรือ มากกว่านั้น เป็นการเดิมพันที่สูงมาก" เลนซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์และศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) กล่าว
Thank News ASTV manager online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

นักดาราศาสตร์ยืนยัน "ดาวเคราะห์คล้ายโลก" นอกระบบสุริยะครั้งแรก



ภาพ จำลองดาวเคราะห์หินโคบอล-7บี คล้ายเคราะห์หินคล้ายโลก ที่นักดาราศาสตร์จากหลายสถาบันในยุโรปได้ร่วมกันวิเคราะห์ และยืนยันเป็นครั้งแรกว่าดาวเคราะห์ที่พบนี้เป็นดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะ ที่ค้นพบ โดยในภาพจะเห็นบางส่วนของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ ดาวดวงสีส้มที่อยู่ด้านหลัง (ไซน์เดลี/องค์การอวกาศยุโรป)


นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะกว่า 300 ดวงแล้ว แต่ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่พบ เป็นดาวเคราะห์ก๊าซ หรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ว่าเป็นดาวเคราะห์หินหรือดาวเคราะห์โลก และนี่เป็นครั้งแรกที่ทีมนักดาราศาสตร์จากหลายสถาบันยุโรปได้ยืนยันว่าพบดาว เคาะห์หินจริงๆ

ดาวเคราะห์ที่ว่ามีชื่อ "โครอท-7บี" (Corot-7b) อยู่ห่างจากโลก 500 ปีแสง มีอุณหภูมิพื้นผิวมากกว่า 2,000 องศาเซลเซียส มีมวลมากกว่าโลกของเรา 5 เท่า และมีรัศมีมากกว่าโลก 80% มีคาบโคจรรอบดาวฤกษ์ของตัวเองเพียง 20 ชั่วโมง และหมุนโคจรด้วยความเร็ว 750,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าดาวพุธ ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเรามากที่สุดซึ่งมีคาบโคจร 88 วัน

ทั้งนี้ ไซน์เดลีระบุว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนี้ถูกพบเมื่อเดือน ก.พ.52 นี้ โดยดาวเทียมโครอท (CoRoT) ซึ่งเห็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กโคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ TYC 4799-1733-1 โดยตำแหน่งของดาวดวงนี้บนท้องฟ้านั้นอยู่เบื้องหน้ากลุ่มดาวยูนิคอร์น (Monoceros) และยังเป็นดาวเคราะห์อายุน้อยเพียง 1.5 พันล้านปี

อีกทั้งทุกๆ 20.4 ชั่วโมงดาวเคราะห์ดวงนี้ จะทำให้เกิดคราสบนดาวฤกษ์ของตัวเอง ซึ่งทำให้แสงสว่างลดลง 1 ใน 3,000 ของความสว่างเดิมเป็นเวลากว่าชั่วโมง โดยดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของตัวเองเพียง 2.5 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับระยะห่างระหว่างดาวพุธกับดวงอาทิตย์แล้ว โคบอท-7บีอยู่ใกล้กว่าดาวฤกษ์ที่โคจร 23 เท่า

ในการวิเคราะห์ว่าเป็นดาวเคราะห์หินนั้น เอพีระบุว่านักดาราศาสตร์ต้องพิจารณาหลายสิบครั้งเพื่อหาความหนาแน่นของดาว ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าดาวดวงนี้เป็นดาวเคราะห์หินคล้ายโลกหรือไม่ เบื้องต้นไซน์เดลีระบุว่าไม่สามารถวัดมวลของดาวได้โดยตรง สิ่งที่ต้องทำคือวัดความเร็วของดาวให้ใกล้เคียงค่าที่แท้จริงมากที่สุด แต่ปัญหาคือสัญญาณเพียงเล็กน้อยของโคบอท-7บี ยังพร่ามัวเนื่องจากการเกิด "สตาร์สปอต" (starspots) บนดาวฤกษ์ ซึ่งคล้ายกับจุดดับ (sunspots) บนดวงอาทิตย์ โดยจะเกิดบริเวณที่เย็นกว่าบนผิวดาว

ทั้งนี้นักดาราศาสตร์ได้ใช้ HARPS (High Accuracy Radial velocity Planet Searcher) อุปกรณ์ค้นหาดาวเคราะห์ที่มีความเร็วสูงได้เที่ยงตรง ซึ่งติดตั้งอยู่บนกล้องโทรทรรศน์ 3.6 เมตร ขององค์การอวกาศยุโรป (ESO) ที่หอดูดาวลาซิญญา (La Silla Observatory) ในประเทศชิลี โดยฟรองซัว บูชี (François Bouchy) ผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า พวกเขาต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าวสำรวจดาวร่วม 70 ชั่วโมง ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวทำให้นักดาราศาสตร์ได้รับสัญญาณการเกิดคราสแล้วนำมา คำนวณได้ว่าดาวเคราะห์หินดวงนี้มีมวลมากกว่าโลก 5 เท่า

ด้านแคลร์ มูตู (Claire Moutou) หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า วงโคจรของดาวเคราะห์โคบอท-7บี ที่เป็นแนวราบ ทำให้นักดาราศาสตร์เห็นดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์ของตัวเอง และนำไปคำนวณหามวล และพวกเขายังได้ข้อมูลรัศมี ซึ่งนำไปคำนวณหาความหนาแน่นของดาวเคราะห์ และยังได้แนวคิดถึงโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์ด้วย

สำหรับนักดาราศาสตร์ที่ร่วมค้นหาดาวเคราะห์หินครั้งนี้มาจากสถาบันใน ยุโรป อาทิ หอดูดาวเจนีวา (Observatoire de Genève) สวิตเซอร์แลนด์ สถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในปารีส (Institut d'Astrophysique de Paris)) ฝรั่งเศส ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ดาราศาสตร์มาร์เซย์ (Laboratoire d'Astrophysique de Marseille) ฝรั่งเศส หอดูดาวทีแอลเอส (Thuringer Landessternwarte Tautenburg) เยอรมนี หอดูดาวฝรั่งเศส (Observatoire de Paris) มหาวิทยาลัยเบิร์น (University of Bern) สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

นาซาเผยชื่อนักบินดิสคัฟเวอรีเที่ยวสุดท้าย ก่อนปิดฉากยุคกระสวยอวกาศปีหน้า


สตีฟ ลินด์ซีย์ ผู้บังคับการเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศ ก่อนถูกปลดระวาง (ภาพทั้งหมดจากนาซาฝสเปซดอทคอม)


นาซาเผยรายชื่อ 6 นักบินที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศอวกาศเป็นชุดสุดท้าย เพื่อต่อเติมสถานีอวกาศ โดยดิสคัฟเวอรีจะรับหน้าที่ปิดตำนาน 29 ปียุคกระสวยอวกาศในเดือน ก.ย.53


นิโคล สท็อตต์ นักบินหญิงที่จะร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศ


สเปซดอทคอมระบุว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้เปิดรายชื่อ 6 นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปในเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศ โดยมีสตีฟ ลินด์ซีย์ (Steve Lindsey) หัวหน้านักบินอวกาศของนาซารับหน้าที่บังคับการเที่ยวบิน STS-133 และดิสคัฟเวอรี (Discovery) จะได้รับภารกิจปิดตำนาน 29 ปีแห่งยุคกระสวยอวกาศนี้


บาร์แรตต์ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศ



หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศจะทะยานฟ้าในเดือน ก.ย.53 มุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) รวมระยะเวลา 8 วัน และทางเอพียังระบุด้วยว่ากระสวยดิสคัฟเวอรีได้มุ่งหน้าสู่อวกาศทั้งหมด 128 เที่ยวแล้ว นับแต่เริ่มบินเมื่อปี 2525

“เป็นกำหนดการสุดท้ายที่จะขนส่งเสบียงสู่สถานีอวกาศ ซึ่งพวกเขาจะขึ้นพร้อมด้วยสเบียงจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยง" เจมส์ ฮาร์ทสฟิล์ด (James Hartsfield) โฆษกของนาซาเผย

ส่วนนักบินอวกาศที่เหลือซึ่งจะร่วมเดินทางไปกับลินด์ซีย์นักบินอวกาศ ที่ปฏิบัติภารกิจอวกาศมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ พันอากาศเอกอีริค โบ (Eric Boe) ผู้รับหน้าที่นักบิน อัลวิน ดรูว (Alvin Drew) ทีมโมธี โคปรา (Timothy Kopra) ไมเคิล บาร์แรตต์ (Michael Barratt) และนิโคล สท็อตต์ (Nicole Stott) ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำเที่ยวบิน โดยทั้งหมดล้วนเป็นนักบินอวกาศผู้เชี่ยวชาญของนาซา

ตอนนี้บาร์แรตต์และสท็อตต์กำลังประจำอยู่บนสถานีอวกาศ ส่วนโคปราเพิ่งกลับสู่โลกเมื่ออาทิตย์ก่อนในเที่ยวบิน STS-128 ของกระสวยดิสคัฟเวอรี หลังสิ้นสุดการประจำอยู่บนสถานีอวกาศนาน 2 เดือน ซึ่งโฆษกนาซากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยรายชื่อนักบินอวกาศขณะที่ เจ้าตัวยังอยู่บนสถานีอวกาศ

ลินด์ซีย์และลูกเรือของเขาจะเริ่มต้นฝึกเพื่อปฏิบัติภารกิจของพวกเขา ในเดือนหน้า ซึ่งเขาจะแปะมือเพื่อรับตำแหน่งหัวหน้านักบินอวกาศในฐานะ "นักบินอวกาศผู้เชี่ยวชาญ" (veteran spaceflyer) ต่อจาก เพกกี วิทสัน (Peggy Whitson) นักบินอวกาศหญิงคนแรกที่รับหน้าที่ผู้บัญชาการบนสถานอวกาศเมื่อปี 2550 และนักบินอวกาศหญิงคนแรกที่รับตำแหน่งสูงสุดของอาชีพนักบินในนาซา


โคปราขณะอยู่ในวงโคจร


ทั้งนี้นาซาเตรียมปลดระวางกระสวยอวกาศลงในปีหน้า หลังต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติแล้วเสร็จ โดยเหลือเที่ยวบินจนถึงเที่ยวบินสุดท้ายทั้งหมด 6 เที่ยว และนาซาได้วางแผนทดแทนกระสวยอวกาศด้วยยานอวกาศโอไรออน (Orion) ที่จะถูกส่งขึ้นฟ้าด้วยจรวดแอเรส 1 (Ares I) แต่ยานอวกาศใหม่จะยังไม่ถูกใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2558

อ่านต่อกด..จ๊ะ.