เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม สมองสองซีก ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-sciences.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

เทคโนโลยีใหม่ช่วยในการระบุลายนิ้วมือ (6061)


การวิจัยในด้านการระบุเจ้าของรอยนิ้วมือแฝง นับเป็นกุญแจสำคัญในเหตุการณ์ฆาตกรรมต่างๆ NIST (National Institute of Standards and Technology) ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการแยกแยะรอยนิ้วมือจากฐานข้อมูลซึ่งสามารถทำงาน ได้เป็นอย่างดีเกินความคาดหมาย

เทคโนโลยีใหม่ที่ทดสอบโดย NIST ได้ถูกนำมาช่วยในการระบุหาเจ้าของลายนิ้วมือแฝง ระบบทดสอบที่สร้างขึ้นมานี้สามารถทำงานได้ดีเกินความคาดหมาย และช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายนิ้วมือ มีเวลาเพิ่มมากขึ้นในการตรวจสอบรูปที่ซับซ้อนมากขึ้นและไม่สามารถใช้ ซอฟต์แวร์ประมวลผลได้

อย่างที่แฟนซีรีส์หนังฆาตกรรมได้รู้กันอยู่แล้วว่า ลายนิ้วมือแฝงจะถูกทิ้งไว้ทุกครั้ง ที่ใครก็ตามหยิบจับสิ่งของ และโดยส่วนใหญ่จะมีร่องรอยเพียงแค่บางส่วนของนิ้วมือเท่านั้น ในบางครั้งอาจะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ หรืออาจะอยู่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบ ซึ่งทำให้การทำงานท้ายมากขึ้น

ในการระบุหาเจ้าของลายนิ้วมือ ผู้ตรวจสอบรอยนิ้วมือจะต้องหาจุดเด่นของรอยนิ้วมือที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในบริเวณมุมหรือขอบของสิ่งของต่างๆ หลังจากนั้นรอยนิ้วมือจะถูกป้อนลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ชื่อ IAFIS เพื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลกว่า 55 ล้านข้อมูลที่มีอยู่ของผู้ที่เคยถูกจับกุมไปแล้ว

ระบบ IAFIS นับเป็นนวัตกรรมที่ก้าวหน้า ในขณะที่ปัจจุบันการค้นหารอยนิ้วมือได้เปลี่ยนจากการค้นหาด้วยมือมาเป็นการ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ Automatic Feature Extraction and Matching (AFEM) โดยสถาบัน NIST ได้ทำการทดสอบระบบที่บริษัทเอกชน 8 ราย ได้พัฒนาขึ้น

ในการทดสอบ นักวิจัยได้ใช้ลายนิ้วมือแฝงจำนวน 835 ตัวอย่าง และ 100,000 ลายนิ้วมือ จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง โดยซอฟต์แวร์จะทำการแยกแยะลายนิ้วมือตัวอย่าง แล้วเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล 100,000 ข้อมูล ในแต่ละการทดสอบซอฟต์แวร์จะเลือกลายนิ้วมือที่ใกล้เคียงมากที่สุดจำนวน 50 ข้อมูล เพื่อนำมาตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง ผลการทดสอบพบว่าลายนิ้วมือที่ถูกต้องนั้นส่วนมากอยู่ใน 10 อันดับแรกที่ซอฟต์แวร์ค้นพบ

ในด้านประสิทธิภาพนั้น ระบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือของ NEC Corp., Cogent Inc., SPEX Forensics, Inc., Motorola, Inc. และ L1 Identity Solutions. ตามลำดับ โดยมีความถูกต้องเกือบ 100% ลดลงมาจนถึง 80% ใน 3 อันดับสุดท้าย

ในขณะที่การทดสอบแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงตรงที่เกิน ความคาดหมาย แต่ก็ยังมีส่วนที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก ในอนาคตเราจะทำการทดสอบในภาพลายนิ้วมือที่มีคุณภาพของรูปภาพลดลง เพื่อหาข้อจำกัดของระบบและทำการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา :http://www.physorg.com/news159705001.htm

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

Hack! Wi-Fi ใน 1นาที


Toshihiro Ohigashi จากมหาวิทยาลัยฮิโรชิม่า และ Masakatu Mori จากมหาวิทยาลัยโกเบ สองนักวิทยศาสตร์ชาวญี่ปุ่น มีแผนที่จะเปิดเผยวิธีการใหม่ในการทำลายการเข้ารหัสด้วย WPA ที่ใช้เวลาเพียง 60 วินาที โดยได้ออกแบบการโจมตีที่ทำให้แฮคเกอร์สามารถอ่านแทรฟฟิกของการเข้ารหัสจากพี ซี และเราท์เตอร์ที่ใช้ WPA ได้



ซึ่งวิธีเดิมจะใช้เวลา 12-15 นาที

ทั้ง นี้จะโจมตีได้เฉพาะเครือข่ายไร้สายที่เข้ารหัสด้วย WPA โดยใช้อัลกอริธึ่ม TKIP (Temporal Key Integrity Protocol) เท่านั้น จะไม่เวิร์กกับ WPA ที่ใช้อัลกอริธึม AES (Advanced Encryption Standard) หรืออุปกรณ์ WPA 2 ถ้าเราเปลี่ยนอัลกอริธึมในการเข้ารหัสของ WPA บนเราท์เตอร์ที่ช้จาก TKIP เป็น AES แทน ก็จะปลอดภัย

Ref :http://hitech.sanook.com/technology/news_13231.php

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

ไมโครซอฟท์เตือนผู้ใช้ระวังรูรั่วใหม่ใน IE


ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ออกประกาศเตือนภัยผู้ใช้โปรแกรมอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ Internet Explorer หรือ IE บนระบบปฏิบัติการ Windows XP หรือ Windows Server 2003 ให้ระวังข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ที่อาจทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถเจาะระบบและ ควบคุมคอมพิวเตอร์ได้จากระยะไกล

ไมโครซอฟท์ประกาศเตือนผู้ใช้บนเว็บไซต์ของบริษัทว่า ข้อบกพร่องใน IE ที่พบนั้นอยู่ที่ส่วนควบคุมการแสดง บันทึก และแคปเจอร์เพื่อจับภาพเคลื่อนไหวหรือ ActiveX Video Control โดยไมโครซอฟท์ระบุว่า ผู้ใช้ควรปิดการทำงานของฟีเจอร์ดังกล่าวก่อนในช่วงที่ไมโครซอฟท์ยังแก้ไขข้อ บกพร่องไม่เสร็จดี

ไมโครซอฟท์ ระบุว่าการเตือนภัยครั้งนี้อยู่ในระดับตึงเครียด เพราะไมโครซอฟท์สามารถตรวจพบความพยายามของนักเจาะระบบที่ต้องการใช้ข้อ บกพร่องนี้เป็นช่องทางในการจู่โจมแล้ว โดยขณะนี้ไมโครซอฟท์กำลังเร่งมือประสานงานกับบริษัทพันธมิตรในการแก้ปัญหาใน ActiveX Video Control ที่เกิดขึ้น และข้อบกพร่องดังกล่าวยังมีผลกับโปรแกรมเล่นมัลติมีเดียของวินโดวส์อย่าง Windows Media Center ด้วย

หากไม่ปิด ActiveX Video Control จะมีโอกาสสูงมากที่ชุดโปรแกรมร้ายของนักเจาะระบบซึ่งถูกซ่อนไว้ตามเว็บไซต์ จะสามารถแทรกตัวเพื่อติดตั้งตัวเองลงในเครื่องและประมวลผลจนทำให้ คอมพิวเตอร์ถูกควบคุมได้จากระยะไกล ซึ่งเมื่อนั้น นักเจาะระบบจะสามารถเข้ามาขโมยข้อมูลส่วนใดในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แถมยังสามารถติดตั้งโปรแกรมใหม่ และลบข้อมูลทิ้งได้ด้วยสิทธิ์เดียวกับเจ้าของเครื่อง

นอกจากจะปิดฟังก์ชันดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญประกาศเตือนให้ผู้ใช้อย่าหลงกลคลิกเข้าสู่เว็บไซต์แปลกหน้าตาม ลิงก์ที่ส่งมาตามอีเมล เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้มักจะมีโปรแกรมร้ายฝังอยู่

สำหรับการปิด ActiveX Video Control ไมโครซอฟท์อำนวยความสะดวกด้วยการทำปุ่ม "Fix it" ที่เว็บไซต์ของบริษัท โดยให้ข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการปิดการทำงานด้วยตัวเองไว้ด้วย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้
thank data ASTV
Company Related Links :
Microsoft

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

มอสซิลลาเตือน ระวังปลัคอินไฟร์ฟ็อกซ์มีไวรัส


อสซิลลา (Mozilla) ประกาศเตือนผู้ใช้ให้ระวังไวรัสประเภทแอดแวร์แฝงในปลัคอินหรือชุดโปรแกรม เสริมสำหรับเว็บบราวเซอร์น้องใหม่ดาวรุ่งอย่างไฟร์ฟ็อกซ์ (Firefox) โดยปลัคอินดังกล่าวเป็นชุดอัปเดทภาษาเวียดนาม ถูกดาวน์โหลดไปแล้วหลายพันครั้งตั้งแต่ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Window Snyder หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของมอสซิลาโพสต์ข้อความเตือนไว้ในบล็อคว่า ชุดอัปเดทภาษาเวียดนามสำหรับ Firefox 2 นั้นมีแอดแวร์แฝงตัวอยู่ ระบุว่าผู้ใช้ไฟร์ฟ็อกซ์ที่ดาวน์โหลดชุดอัปเดทภาษาเวียดนามตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.จะได้รับชุดปลัคอินแฝงแอดแวร์ทุกคน โดยย้ำว่ามอสซิลลาได้สแกนหาไวรัสก่อนจะอัปโหลดโปรแกรมแล้ว แต่โปรแกรมสแกนไม่สามารถตรวจจับไวรัสได้จนกระทั่งอัปโหลดไปแล้วเป็นเวลาหลาย เดือน

Snyder กล่าวว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้อีกในอนาคต มอสซิลลาได้เพิ่มโปรแกรมสแกนไวรัสให้มากขึ้นเพื่อตรวจสอบไฟล์ให้รัดกุมมาก ขึ้น

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Bugzilla ระบุว่ามัลแวร์ในชุดปลัคอินไฟล์ฟ็อกซ์นั้นมาจากโทรจันตระกูล Xorer Trojan โดยนักพัฒนานามไฮ-นัม เหงียน (Hai-Nam Nguyen) เชื่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของผู้อัปโหลดไฟล์นั้น มีแอดแวร์แฝงอยู่ แอดแวร์ (adware) หรือซอฟต์แวร์โฆษณานี้ถูกแปลงไฟล์ให้เป็นไฟล์นามสกุล HTML ปลัคอินที่มีแอดแวร์แฝงตัวอยู่จึงแสดงแบนเนอร์โฆษณาสร้างความรำคาญใจให้ผู้ ใช้ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายตัวเองได้

มอ สซิลลาระบุว่าไม่รู้จำนวนผู้ใช้ซึ่งเป็นเหยื่อแอดแวร์ที่แน่นอน แต่ยอดจำนวนการดาวน์โหลดอยู่ที่ 1,200 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดดาวน์โหลดทั้งสิ้น 16,667 ครั้งตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยมอสซิลลาได้ยกเลิกลิงก์ดาวน์โหลดปลัคอินนี้ชั่วคราวและกำลังแก้ไขให้เป็น ชุดปลัคอินปลอดแอดแวร์ ขณะนี้แนะนำให้ผู้ใช้ยกเลิกปลัคอินในเครื่องที่เคยติดตั้งไว้ ก่อนจะดาวน์โหลดปลัคอินใหม่อีกครั้ง
thank data ASTV
Company Related Links :
Mozilla

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

15 ปีมีครั้งดาวเสาร์เข้าสู่ "อิควินอกซ์" เกือบไร้วงแหวน

ภาพดาวเสาร์ที่แคสซินีบันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค.52 หลังเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน และเป็นภาพที่ยังไม่ผ่านการตกแต่ง (นาซา)


ยานอวกาศ "แคสซินี" จับภาพดาวเสาร์เข้าสู่ช่วง "อิควินอกซ์" นานทีมีครั้ง 15 ปีมีหน โดยนักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ดังกล่าว ระหว่างศึกษาภาพถ่ายที่ยังไม่ผ่านกระบวนการดัดแปลงภาพ และได้พบปรากฏการณ์กลางวัน-กลางคืนยาวเท่ากัน

ทั้งนี้ อิควินอกซ์ (Equinox) คือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านเส้นศูนย์สูตรของดาวเคราะห์นั้นๆ แล้วทำให้กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ซึ่งล่าสุดบีบีซีนิวส์ระบุว่า ระหว่างที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาภาพถ่ายที่บันทึกโดยยานแคสซินี (Cassini) โดยเป็นภาพถ่ายที่ยังไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งนั้น พวกเขาได้ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่นี้ ในระบบวงแหวนของดาวก๊าซยักษ์

ระหว่างช่วงเวลาอิควินอกซ์ในครั้งนี้ ขอบวงแหวนของดาวเสาร์จะหันเข้าตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ และแทบไม่สะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาเลย ซึ่งการที่เราได้เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ก็เพราะวงแหวนดังกล่าวตั้งอยู่ในมุม สะท้อนแสงกับดวงอาทิตย์

ขณะเดียวกันมุมของดวงอาทิตย์เหนือดาวเสาร์ก็ลดต่ำลง ทำให้เห็นวัตถุและโครงสร้างที่ไม่ไม่เคยสังเกตเห็นที่บริเวณวงแหวน จากเงาที่ฉายลงบนระนาบแบนอีกด้านของวงแหวนดาวเสาร์
ภาพดาวเสาร์ที่แคสซินีบันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค.52 หลังเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน และเป็นภาพที่ยังไม่ผ่านการตกแต่ง (นาซา)



แต่ด้วยวงโคจรที่กว้างมากของดาวเสาร์ ทำให้กว่าจะเกิดอิควินอกส์บนดาววงแหวนแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี

เราได้พบช่วงอิควินอกซ์บนดาวเสาร์เป็นครั้งแรกในปี 2533 และในครั้งนี้ได้พบอีกครั้ง จากภาพถ่ายของยานแคสซินีซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป โดย ดร.คาโรลีน พอร์โก (Dr Carolyn Porco) หัวหน้าทีมภาพถ่ายของยานแคสซินีได้กล่าวว่า การพบช่วงอิควินอกซ์อีกครั้งบนดาวเสาร์ นับเป็นการรอคอยบันทึกภาพอันยาวนานที่ไม่ผิดหวัง
ภาพเกิดเงาจากดวงจันทร์ของดาวเสาร์ทาบบนวงแหวน ก่อนเกิดอิควินอกซ์ไม่นาน โดยเห็นเงาเป็นขีดตัดกับวงแหวนด้านบน (นาซา)

"แม้ การตรวจสอบอย่างคร่าวๆ ในปรากฏการณ์ที่เผยออกมาใหม่นี้ เราก็ได้รับสิ่งที่ไม่คาดหวังมาอย่างเต็มๆ จากนี้ไปอีก 1-2 อาทิตย์ ทีมภาพถ่ายจะจดจ้องมณีอันล้ำค่านี้ เพื่อดูว่ามีเรื่องประหลาดใจอื่นอีกหรือไม่ที่รอคอยพวกเราอยู่ และโดยปกติแล้ว เราจะประกาศในสิ่งที่พวกเราพบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดร.พอร์โกกล่าว

ด้านเนชันนัลจีโอกราฟิกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วันอิควินอกซ์ของดาวเสาร์จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ยานแคสซินี ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลบนดาวเสาร์ อย่างน้อยไปจนถึงวันสุดสิ้นภารกิจคือในเดือน ก.ย. 2553
ภาพเงาของดวงจันทร์ดาวเสาร์ที่ทาบบนวงแหวนอย่างชัดเจน ทางซ้ายมือ เห็นเป็นเงาดำปลายแหลมขีดผ่าน (นาซา)

อีกทั้งช่วงเวลาสั้นๆ ของอิควินอกซ์นี้ยังทำให้นักดาราศาสตร์ได้เห็นปรากฏการณ์ที่ยากจะได้เห็น อย่างเงาของดวงจันทร์ที่ทาบลงไปบนวงแหวน ที่จะเห็นได้เฉพาะช่วงก่อนและหลังปรากฏการณ์อิควินอกซ์เท่านั้น

สำหรับยานแคสซินีนั้น ได้ส่งขึ้นไปเมื่อเดือน ต.ค. 2540 จากฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ที่แหลมคานาเวอรัลในฟลอริดา และเดินทางไปถึงดาวเสาร์ในเดือน ก.ค.2547 แล้วเริ่มงานปฏิบัติการอันมีกำหนดยาวนาน 4 ปี เพื่อสำรวจดาวเคราะห์วงแหวนนี้พร้อมดวงจันทร์บริวาร ซึ่งตอนนี้ยานอวกาศยังคงทำงานได้ดี และได้ตั้งโปรแกรมใหม่สำหรับภารกิจใหม่ ขณะที่ภารกิจปัจจุบันได้ตอบบางคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ ของการสำรวจ.
ข้อมูล ASTV

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สร้าง "ศิลาจารึกดิจิทัล" เก็บข้อมูลให้ได้ 1,000 ปี

ศิลาจารึก แม้เก็บข้อมูลได้ไม่มาก แต่มีความมั่นคงยาวนานกว่าอุปกรณ์บันทึกข้อมูลดิจิทัล (บีบีซีนิวส)


แม้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน จะเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก แต่หากคิดถึงในระยะยาวแล้ว เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้นานแค่ไหน เพราะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเทคโนโลยีและความคงทน

เมื่อย้อนดู "ฟลอปปี้ดิสก์" อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เราเพิ่งใช้กันมาเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนี้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ อ่านแผ่นบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้แล้ว หรือเรื่องความคงทนเมื่อเปรียบเทียบกับศิลาจารึก แม้จุข้อมูลได้น้อยกว่าแต่กินขาดเรื่องความคงทน คงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการเก็บข้อมูลดิจิทัลให้ยาวนานได้ถึง 1,000 ปี

สำหรับความท้าทายที่ว่านี้บีบีซีนิวส์ระบุว่า กลุ่มนักวิจัยจากญี่ปุ่น อาจเป็นผู้เข้าถึงเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลดิจิทัลได้นานนับ 1,000 ปี ด้วยวิธีปิดผนึกอุปกรณ์ข้อมูลอย่างถาวร แต่มีวิธีอ่านง่ายๆ ที่จะทำได้ทั้งในปัจจุบัน และต่อเนื่องไปอีกเป็นศตวรรษ ซึ่งทีมวิจัยที่นำโดย ศ.ทาดาชิโร คุโรดะ (Tadahiro Kuroda) จากมหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตั้งใจจะบันทึกข้อมูลดิจิทัลลงชิปที่ผลิตจาก "ซิลิกอน" ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าเป็นวัสดุเสถียรที่สุดในโลก
ส่วนหนึ่งของแผ่นศิลาจากรึกโรเซตตาดิจิทัล ซึ่งบันทึกข้อมูลลงแผ่นซิลิกอน (บีบีซีนิวส์)

อุปกรณ์เก็บข้อมูลของทีมวิจัยญี่ปุ่น ดูคล้ายแผ่นดิสก์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว ซึ่ง ศ.คุโรดะอ้างว่า การ ผนึกอย่างหนาแน่น แล้วอ่านข้อมูลและให้พลังงานอุปกรณ์ความจำด้วยสัญญาณไร้สายนั้น ทำให้เก็บข้อมูลต่อไปได้อีกนับพันปี และกู้ข้อมูลกลับได้ราวเก็บข้อมูลไว้บนศิลาจารึก ซึ่งอุปกรณ์นี้มีชื่อเลียนศิลาจารึกของอียิปต์ว่า "ศิลาจารึกโรเซตตาดิจิทัล" (Digital Rosetta Stone) โดยศิลาจารึกโรเชตตาของอียิปต์นั้นมีอายุกว่า 2,200 ปี และถูกขุดพบโดยกองทัพของนโปเลียน (Napoleon)

การพัฒนาวัสดุบันทึกข้อมูลดำเนินงานภายใต้โครงการห้องสมุดดิจิทัลโลก (The World Digital Library: WDLP) ซึ่งโครงการนี้ยังมุ่งหวังที่จะให้ทุกคนจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงวัสดุที่มี ความสำคัญต่อวัฒนธรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งตามข้อมูลจาก ศ.คุโรดะ บีบีซีนิวส์ระบุว่า โครงการนี้จำเป็นต้องใช้วัสดุที่อยู่ได้นานอย่างน้อย 1,000 ปี เก็บข้อมูลได้มากกว่าระดับเทราไบต์ และเข้าถึงข้อมูลได้ตามเวลาจริง ซึ่งเขาเชื่อว่าระบบผนึกข้อมูลแบบถาวรของทีมนั้นจะตอบสนองความต้องการดัง กล่าวได้ แต่ยังอยู่ในขั้นทดลองและคาดว่าจะเริ่มใช้ได้จริงในอีก 10 ปีข้างหน้า

กระบวนการบันทึกข้อมูล ทำได้โดยสลักข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์บนแผ่นซิลิกอน ซึ่งเป็นวิธีบันทึกข้อมูลที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล และเป็นวิธีที่ ศ.คุโรดะเชื่อว่าจะทำให้การเก็บข้อมูลนานนับศตวรรษนั้นเป็นได้จริง จากนั้นแผ่นเลเซอร์จะถูกนับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทำให้ได้แผ่นดิสก์ที่สูง 14 นิ้ว จากนั้นปิดผนึกอย่างแน่นหน้าเพื่อป้องกันออกซิเจนและความชื้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยยังเป็นปัญหาที่จะทำให้ไม่สามารถแผ่นซีดีและดีวีดีที่เก็บ ไว้ในอีก 30-100 ปี

ตามข้อมูลของสมาคมเทคโนโลยีบันทึกข้อมูลแสง (Optical Storage Technology Association: OSTA) ซึ่งใช้เวลาทดสอบแผ่นซีดีและดีวีดี พบว่าแผ่นซีดีเก็บข้อมูลได้ประมาณ 15 ปี ขณะที่แผ่นดีวีดีมีอายุสั้นกว่า คือเก็บข้อมูลได้เพียง 10 ปี ซึ่ง ศ.คุโรดะกล่าวว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเราสามารถเก็บหนังสือได้หลายร้อยปี
ต้นแบบของชิปทดสอบในศิลาจารึกโรเซตตาดิจิตอล (Nikkei Business Publications)

ส่วนอุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลด้วยแม่เหล็กซึ่งพบมากในเครื่อง คอมพิวเตอร์พีซีนั้น จะสูญเสียข้อมูลภายใน 4-40 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสนามแม่เหล็ก แต่สำหรับอุปกรณ์กึ่งตัวนำหรือเซมิคอนดัคเตอร์อย่างซิลิกอนนั้น เก็บข้อมูลได้เป็นพันปี หากรักษาความชื้นรอบๆ ชิปซิลิกอนไว้ที่ 2% หรือต่ำกว่า

ทั้งนี้ มีหลายฝ่ายที่พยายามหาวิธีเก็บข้อมูลดิจิตอลให้นานขึ้น เพื่อว่าลูกหลานในอนาคตจะไม่มองกลับมาเห็นแต่ความมืดมิดของ "ยุคดิจิทัล" โดยสมาคมเครือข่ายอุตสาหกรรมบันทึกข้อมูล (Storage Networking Industry Association: SNIA) ของสหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่พยายามสร้างอุปกรณ์บันทึกข้อมูลดิจิทัลให้อยู่ได้ นาน 100 ปี แต่ก็ยังไม่มีใครเป็นแนวหน้าของความพยายามดังกล่าว และนักเทคโนโลยีชั้นนำของสมาคมนี้ก็รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งต่อ "ศิลาจารึกโรเซตตาดิจิตอล"
แบบ จำลองของศิลาจารึกโรเซตตาดิจิทัล ซึ่งแผ่นอ่านข้อมูลจะวางไว้ด้านบน อาศัยการเหนียวนำเพื่ออ่านข้อมูลโดยไม่ต้องสัมผัสกัน ส่วนภายในอุปกรณ์บันทึกข้อมูลเรียงเป็นชั้นๆ และถูกปิดผนึกป้องกันออกซิเจนและความชื้นด้วย ซิลิกอนไดออกไซด์และซิลิกอนไนไตรด์ (Nikkei Business Publications)


อย่างไรก็ดี เรายังอยู่บนเส้นทางที่แสนยาวไกล ในการเอาชนะอำนาจความคงทนในการบันทึกข้อมูลของแผ่นศิลา หรือแม้แต่แผ่นกระดาษ แต่การวิจัยเพื่ออายุที่ยาวนานของศิลาจารึกดิจิทัลและยังสามารถอ่านข้อมูล เหล่านั้นได้ เป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อไป

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตะลึง! ฟอสซิลหนอนยักษ์ยาวร่วมเมตร เก่าแก่ที่สุดถึง 475 ล้านปี

นัก บรรพชีวินวิทยาสเปนขณะกำลังสำรวจร่องรอยที่เป็นฟอสซิลของหนอนทะเลยักษ์ ที่นักวิจัยค้นพบอยู่ภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติคาบาเนรอส ตอนกลางของประเทศสเปน (เอเอฟพี/CSIC)




สเปนพบฟอสซิลหนอนทะเลยักษ์ อายุ 475 ล้านปี ยาวถึง 1 เมตร เก่าแก่สุดเท่าที่เคยพบ นักวิจัยเผยเพราะอาศัยอยู่ในทะเลที่น้ำเย็นจัด เลยทำให้ตัวใหญ่

สภาวิจัยแห่งชาติสเปน (Spanish National Research Council: CSIC) เปิดเผยการค้นพบฟอสซิลหนอนทะเลยักษ์ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกในประเทศสเปน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.52 ที่ผ่านมา ซึ่งมีอายุมากถึง 475 ล้านปี และมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวประมาณ 15 เซนติเมตร

ทีมนักบรรพชีวินวิทยาสเปน พบฟอสซิลหนอนทะเลยักษ์ดังกล่าวภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติคาบาเนรอส (Cabaneros National Park) ประเทศสเปน ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ก้นทะเลในยุคออร์โดวิเชียนตอนต้น (Lower Ordovician period) ฟอสซิลหนอนทะเลดังกล่าวพบฝังตัวอยู่ในหินราบเรียบที่เป็นแนวยาวประมาณ 5 เมตร
ร่อง รอยฟอสซิลของหนอนทะเลยักษ์ที่พบอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติของประเทศสเปน ซึ่งบริเวณนี้เมื่อประมาณ 475 ล้านปีที่แล้วเคยเป็นแผ่นดินใต้ทะเลมาก่อน (เอเอฟพี/CSIC)

ฮวน คาร์ลอส กูเตียร์เรซ มาร์โค (Juan Carlos Gutierrez Marco) นักบรรพชีวินวิทยาผู้ศึกษาฟอสซิลหนอนทะเลยักษ์ เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นรอยคล้ายน้ำเมือกที่ถูกหลั่งออกมาและทำให้บริเวณ นั้นแข็งตัวและไม่พังทลายลง ทำให้รักษาสภาพไว้รักษาสภาพฟอสซิลไว้ได้ง

"นี่เป็นร่องรอยของหนอนยักษ์ที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุด ตั้งแต่ที่เคยมีการค้นพบมา ซึ่งฟอสซิลหนอนยักษ์ที่พบก่อนหน้านี้ครั้งล่าสุด พบในปีนี้ที่แคว้นเดวอน (Devon) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ และคำนวณอายุได้ 200 ล้านปี" กูเตียร์เรซ มาร์โค เผย พร้อมอธิบายด้วยว่าทำไมหนอนทะเลยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้จึงมีขนาดใหญ่โตนัก
ฟอสซิ ลของหนอนทะเลยักษ์ที่มีลำตัวยาวถึง 1 เมตร และเคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 475 ล้านปีที่แล้ว ในช่วงยุคออร์โดวิเชียนตอนต้น (เอเอฟพี/CSIC)

"ช่วงเวลาเมื่อกว่า 450 ล้านปีก่อน ประเทศของเราเป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวใต้ทะเลของแผ่นดินทวีปในสมัยดึกดำบรรพ์ ที่ยังติดกันเป็นผืนเดียวกัน ที่เรียกว่า กอนด์วานา (Gondwana) คาบ สมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula) (ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ซึ่งก็คือประเทศสเปนในปัจจุบัน) เป็นดั่งขั้วโลกใต้ในยุคสมัยนั้น สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่เย็นจัด จะมีระบบเมตาบอลิซึม (metabolism) ที่ทำให้ร่างกายของพวกมันมีขนาดใหญ่กว่าโดยทั่วไป หรือที่เรียกันว่า โพลาร์ ไจแกนทิซึม (polar gigantism)" กูเตียร์เรซ มาร์โค อธิบาย

ขอบคุณ ASTV

อ่านต่อกด..จ๊ะ.