เรียนท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่เข้ามาเยี่ยมชม สมองสองซีก ตอนนี้ทางทีมงานได้ย้ายไป link ใหม่ตาม นี้ขอรับ http://g-sciences.blogspot.com ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันนี้ 23 พฤศจิกายน ในอดีต

วันนี้ในอดีตคือ
วันสวรรคตโดยปราศจากรัชทายาทที่เป็นชาย ทำให้พระราชธิดาวัย 10 พรรษา วิลเฮลมินา เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์แห่งเนเธอร์แลนด์

สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็มที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์

สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็มที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์ (อังกฤษ: William III of Netherlands พระนามเต็ม วิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ ปอล เฟรเดริค โลเดวิก ฟาน ออรันเย-นาสเซา ประสูติ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2360 สวรรคต 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2433) พระราชโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็มที่ 2 แห่งเนเธอร์แลนด์ และ แอนนา ปาลอฟนาแห่งรัสเซีย
วันประสูติ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2360
วันสวรรคต 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2433 (อายุ 73 ปี)
พระอิสริยยศ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งเนเธอร์แลนด์
พระราชบิดา สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็มที่ 2 แห่งเนเธอร์แลนด์
พระราชมารดา แอนนา ปาลอฟนาแห่งรัสเซีย
พระชายา สมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งเวอร์เท็มเบิร์ก
สมเด็จพระราชินีเอ็มมาแห่งวัลเด็คและไพร์มอนต์
ราชวงศ์ ราชวงศ์เนเธอร์แลนด์

และอีกวันก็คือ
วันขอบคุณแรงงาน (ญี่ปุ่น: Labor Thanksgiving Day 勤労感謝の日 Kinrō kansha no hi ?) เป็นวันหยุดราชการในประเทศญี่ปุ่น ถูกจัดขึ้นเป็นประจำในวันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี โดยกฎหมายได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นการรำลึกถึงแรงงานที่ทำงานด้วยมือ การผลิต และการให้ความขอบคุณแก่ผู้อื่น

ในวันนี้ มีการจัดเทศกาลขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่น อย่างเช่นในเทศกาลแรงงานนะงะโนะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกทางด้านสิ่งแวดล้อม สันติภาพและสิทธิมนุษยชน
ประวัติ

วันขอบคุณแรงงานเป็นชื่อเรียกใหม่สำหรับเทศกาลเก็บเกี่ยวข้าวเดิม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า (ญี่ปุ่น: Niiname-sai 新嘗祭 ?) ซึ่งเชื่อกันว่าจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 678 ซึ่งตามประเพณีดั้งเดิม เทศกาลดังกล่าวถูกจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการทำงานหนักระหว่างปี และจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นจะทรงอุทิศผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ให้กับวิญญาณ และลิ้มรสข้าวเป็นครั้งแรก

วันหยุดราชการสมัยใหม่ถูกจัดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1948 เพื่อเป็นการรำลึกถึงรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการแก้ไขหลังจากสงคราม รวมทั้งสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน Niiname-sai เป็นเทศกาลที่ถูกจัดขึ้นโดยราชวงศ์ญี่ปุ่น ในขณะที่วันขอบคุณแรงงานเป็นวันหยุดราชการ

นอกจากนี้ วันที่ 1 พฤษภาคม ยังมีการเฉลิมฉลองวันแรงงานด้วยเช่นกัน โดยสหภาพแรงงานหลายแห่งในประเทศ ซึ่งมีการรวมตัวและเดินขบวนเรียกร้องในโตเกียว โอซากา และนาโกยา

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อย่าลืมวันนี้!!!!!!!!กลับมาอีกครั้งหวังว่าจะยิ่งใหญ่ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ค่ำคืน 17 พ.ย.นี้

ภาพ ปรากฎการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์เมื่อปี 2544 ซึ่งบันทึกภาพโดย นายสุเมธี เพ็ชร์อำไพ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ของ สดร.เมื่อปี 2551


กลับมาอีกครั้งหวังว่าจะยิ่งใหญ่ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 17 ถึงเช้าตรู่ 18 พ.ย.นี้ คาดมีปริมาณมากถึงชั่วโมงละ 100-500 ดวง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเห็นได้ดีสุดในโลก แนะชมตั้งแต่ 5 ทุ่มจะเห็นภาพสวยกว่าช่วงเกิดฝนดาวตกสูงสุด

ระหว่างแถลงข่าวกิจกรรม "Winter Sky มหัศจรรย์ปรากฏการณ์และกิจกรรมดาราศาสตร์แห่งปี" เมื่อวันที่ 9 พ.ย.52 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ศรันย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กล่าวว่า ระหว่างเดือน พ.ย.52-ก.พ.53 มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าติดตามหลายปรากฏการณ์ และเป็นช่วงทีท้องฟ้าในประเทศไทยเหมาะแก่การดูดาว เนื่องจากมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดความเย็นและอากาศแห้งมายังภูมิภาค ต่างๆ ของไทย

สำหรับวันที่ 17-18 พ.ย.นี้มีปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่เคยได้รับความสนใจมากในช่วงปี 2541 และปี 2544 โดยฝนดาวตกดังกล่าวเกิดจากสายธารฝุ่นดาวหาง 55พี/เทมเพล-ทัทเทิล (55p/tempel-Tuttle) และจากการคำนวณของนักดาราศาสตร์หลายคน ซึ่งรวมถึงนักดาราศาสตร์จากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) พบว่า ฝนดาวตกลีโอนิดส์จะเกิดจากสายธารฝุ่นที่ดาวหางทิ้งไว้เมื่อปี พ.ศ.2009 และ 2076

ปีนี้นักดาราศาสตร์หลายสำนักคำนวณตรงกันว่าจะมีฝนดาวตกเป็นร้อยดวง แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้างโดยอยู่ในช่วง 100-500 ดวงต่อชั่วโมง ซึ่งจะเกิดฝนดาวตกมากที่สุดประมาณ 04.00-05.30 น.ของวันที่ 18 พ.ย.

ภาพจำลองการเกิดฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่มีจุดเรเดียนท์ (Radiant) หรือจุดกระจายฝนดาวตกอยู่ที่กลุ่มดาวสิงโต


อย่างไรก็ตาม ดร.ศรันย์กล่าวว่า จากที่ได้สังเกตปรากฏการณ์ฝนดาวตกมากกว่า 20 ปี พบว่าช่วงเวลา 23.00 น.เป็นช่วงเวลาที่เห็นฝนดาวตกได้สวยที่สุด

เหตุผล ที่ฝนดาวตกในช่วงเวลาดังกล่าวสวยที่สุด เพราะฝุ่นดาวหางจะผ่านชั้นบรรยากาศโลกแบบเฉียดๆ ไม่วิ่งเข้าตรงๆ เหมือนช่วงที่เกิดฝนดาวตกสูงสุด โดยจะเห็นดาวตกเป็นสายเหมือนขบวนรถไฟ และวิ่งผ่านชั้นบรรยากาศช้ากว่า ขณะที่ช่วงเกิดดาวสูงสุดซึ่งมีความเร็วถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที

“ฝน ดาวตกลีโอนิดส์นี้น่าทึ่งตรงที่เมื่อเกิด "ฝนดาวตกลูกไฟ" (fireball) จะเกิดความร้อนสูงมาก และเกิดแสงสีเขียว ซึ่งเกิดจากความร้อนที่ถูกทิ้งไว้และทำให้ออกซิเจนในอากาศเกิดการเรืองแสง ส่วนบางครั้งที่เห็นแสงสีเขียวเป็นทางหยึกหยักนั้นเนื่องจากอากาศที่ถูกลม พัด" ดร.ศรันย์กล่าว

สำหรับฝนดาวตกลีโอนิดส์ครั้งนี้ ดร.ศรันย์บอกว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่หลายคนจะได้เห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์ปริมาณมาก อีกทั้งทางเอเชียตะวันออกจะเห็นได้ดีที่สุด

อีกทั้ง นักดาราศาสตร์ที่วิจัยฝนดาวตกจะเดินทางมาศึกษาในภูมิภาคนี้ โดยการศึกษาฝนดาวตกทำให้ทราบสภาพแวดล้อมรอบโลก และการกระจายของฝุ่นละอองรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งที่สุดจะนำไปสู่ความเข้าใจกำเนิดระบบสุริยะ แต่สำหรับเมืองไทยยังไม่มีใครวิจัยฝนดาวตกอย่างชัดเจนนัก

"มี การศึกษาว่าทุกๆ กว่า 30 ปีจะมีฝนดาวตกลีโอนิดส์ปริมาณมหาศาลที่เป็น "พายุฝนดาวตก" และมีรายงานกว่าในปี 2376 ที่สหรัฐฯ ได้เห็นฝนดาวตกมากถึง 100,000 ดวงต่อชั่วโมง และเมื่อปี 2541 ก็คำนวณว่าจะเกิดพายุฝนดาวตก แต่ก็ผิดคาด จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มคำนวณเก่งขึ้นและพยากรณ์ว่าปี 2544 จะเกิดพายุฝนดาวตกอีกครั้ง 17-18 พ.ย.ตอนนั้นคาดว่าจะได้เห็นเยอะสุดในวันที่ 18 แต่ปรากฎว่ากลับเห็นเยอะในวันที่ 17” ดร.ศรันย์กล่าว

อย่างไรก็ดี ดร.ศรันย์บอกว่า การเกิดฝนดาวตกนั้นมีความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจไม่เกิดฝนดาวตกปริมาณ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีโอกาสมากถึง 50%

นอกจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่สวยงามแล้ว ยังมีฝนดาวตกเจมินิดส์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-14 ธ.ค. โดยปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ติดตาม เพราะปีนี้ไม่มีแสงรบกวนจากดวงจันทร์ โดยฝนดาวตกชนิดนี้มีปริมาณมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง แต่เป็นฝนดาวตกที่สว่างไม่มากนัก มีความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อนาที ซึ่งมีเวลาพอที่จะชี้ชวนกันดูได้ ไม่เหมือนฝนดาวตกลีโอนิดส์

สำหรับข้อแนะนำในการชมฝนดาวตกนั้น ดร.ศรันย์บอกว่า ให้นอนดูโดยช่วงเกิดฝนดาวตกสูงสุดจุดศูนย์กลางจะอยู่กลางศรีษะพอดี ส่วนการถ่ายภาพนั้นไม่อาจบอกได้ว่าจะถ่ายมุมไหน ต้องอาศัยการเดาหรือเปิดหน้ากล้องเพื่อรอให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง เนื่องจากฝนดาวตกมีอัตราเร็วสูงมาก

ระหว่างเดือน พ.ย.จนถีง ก.พ.ปีหน้ายังมีปรากฎการณ์ดาราศาสตร์อื่นๆ ที่น่าสนใจและประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตได้ อาทิ ปรากฎการณ์จันทรุปราคารับปีใหม่ในวันที่ 1 ม.ค.53 ในเวลา 01.52-02.52 น. แต่เกิดคราสบังเพียงแค่ 10% เท่านั้น

จากนั้นเป็นปรากฎการณ์สุริยุปราคาบางส่วนวันที่ 15 ม.ค.53 ซึ่งทางจังหวัดในภาคเหนือ อย่าง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่จะเห็นการบดบังของคราสได้มากที่สุดในพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ และเห็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์สุริยุปราคาวงแหวนที่เกิดคราสเริ่มต้นที่ แอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย อินเดียตอนใต้ ศรีลังกาตอนบน พม่าและสิ้นสุดที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ส่วนปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ส่งท้ายฤดูหนาวคือการเข้าใกล้ของดาวอังคาร ในเดือน ม.ค.-ก.พ.53 ซึ่ง ดร.ศรันย์กล่าวว่า จะเห็นดาวสีแดงบนท้องฟ้าเด่นชัดมาก และในวันที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุดคือช่วงเช้าของวันที่ 28 ม.ค.เป็นระยะทาง 99,331,411 กิโลเมตร มีขนาดปรากฏ 14.11 ฟิลิปดา หรือประมาณหลุมเล็กๆ บนดวงจันทร์ โดยดวงจันทร์มีขนาดปรากฏ 30 ลิปตา ซึ่ง 1 ลิปคาเท่ากับ 60 ฟิลิปดา

ทั้งนี้ในวันที่ 30 ม.ค.53 เป็นที่ดาวอังคารอยู่ตรงข้ามกับดวงอาิทตย์ ซึ่ง ดร.ศรันย์กล่าวว่าเราจะได้เห็นดาวอังคารในช่วงพร้อมกับที่ดวงอาทิตย์ลับขอบ ฟ้า และจะเห็นชัดตลอดทั้งคืนจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้า และในช่วงนี้เราจะได้สังเกตพื้นผิวและปรากฏการณ์ฟ้าหลัว (Haze) บนดาวอังคารได้ชัดเจนขึ้น

ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกนี้เกิดขึ้นทุกๆ 26 เดือน โดยครั้งที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดคือเมื่อ 28 ส.ค.46 ซึ่งเป็นการเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 5,000 ปี โดยดาวอังคารมีขนาดปรากฏ 25 ฟิลิปดา และเนื่องจากวงโคจรของดาวอังคารเป็นวงรี โอกาสที่ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกโดยมีขนาดใกล้เคียงกับ 25 ฟิลิปดานี้ จะเกิดขึ้นทุกๆ 18 เดือน

ปรากฏการณ์นี้ ยังทำให้เกิดการส่งฟอร์เวิร์ดเมลที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนว่า เราจะได้เห็นดาวอังคารขนาดเท่าดวงจันทร์ เวียนมาถึงกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของเราทุกๆ 2 ปีด้วย
Data ASTV News

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พบน้ำจริงๆ หลังนาซาส่งยาน “แอลครอส” ยิงดวงจันทร์

ภาพจากแสดงเศษซากฝุ่นที่กระจายฟุ้งขึ้นมาหลังถูกยานพุ่งชน 20 วินาที (ภาพประกอบจากนาซา)


หลังปฏิบัติการยิงดวงจันทร์ ที่ทั่วโลกต่างจับตาด้วยใจระทึกผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงัดเป็นเวลาร่วมเดือน ล่าสุดนาซาได้ออกมาเปิดเผยผลวิเคราะห์ข้อมูล ปฏิบัติการดังกล่าวว่า ดวงจันทร์เต็มไปด้วยน้ำมากมาย

นับเป็นบทเรียนใหม่ ที่จะเสริมความเข้าใจเรื่องดวงจันทร์แก่มนุษยชาติ เมื่อองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้เปิดเผยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากปฏิบัติส่งยาน “แอลครอส” (Lunar CRater Observation and Sensing Satellite: LCROSS) ยิงสำรวจน้ำบนดวงจันทร์เมื่อ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าพบน้ำจริงๆ ในถ้ำ “คาเบียส” (Cabeus) ซึ่งเป็นพื้นที่ในเงามืดถาวรบริเวณใกล้ๆ กับขั้วใต้ของดวงจันทร์

โดย ยานเซนทอร์ (Centaur) ซึ่งเป็นจรวดท่อนบนของยานแอลครอสได้พุ่งตกกระทบถ้ำดังกล่าว แล้วทำให้เกิดฝุ่นละอองของสิ่งอยู่เบื้องล่างถ้ำพวยพุ่งออกมาเป็นรูปดอกเห็ด ที่มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกในมุมสูงกว่าเป็นไอน้ำและฝุ่นละเอียดที่พวยพุ่งขึ้นมา ส่วนที่สองในมุมต่ำำกว่าเป็นม่านหมอกของสิ่งที่มีหนักกว่า และสิ่งที่พวยพุ่งขึ้นมานี้ไม่เคยเห็นแสงตะวันมาหลายพันล้านปีแล้ว

“เรา ได้ปลดล็อคปริศนาของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนที่ขยายไปสู่ระบบสุริยะ ครั้งนี้ได้เผยความลับหลายๆ อย่างของดวงจันทร์ และแอลครอสก็ได้เพิ่มระดับชั้นความเข้าใจใหม่ๆ ให้เราด้วย” ไมเคิล วอร์โก (Michael Wargo) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ดวงจันทร์ในศูนย์ปฏิบัติการใหญ่ของนาซา ณ วอชิงตัน สหรัฐฯ กล่าว

นักวิทยาศาสตร์ได้คาดเดามายาวนาน เกี่ยวกับแหล่งไฮโดรเจนปริมาณมหาศาลที่ได้ทำการสำรวจบริเวณขั้วของดวงจันทร์ และการค้นพบของยานแอลครอสครั้งนี้ได้ฉายแสงครั้งใหม่ให้กับคำถามเกี่ยวกับ น้ำ ซึ่งน่าจะกระจายอยู่ทั่วและมีปริมาณมากกว่าที่เคยคาดเดาก่อนหน้านี้

สำหรับพื้นที่ซึ่งเป็นจุดเงามืดถาวรนั้น จะเป็นกุญแจในการไขประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของระบบสุริยะได้มากพอๆ กับที่แกนน้ำแข็งบนโลกเผยข้อมูลในยุคโบราณ มากกว่านั้น น้ำและองค์ประกอบเพิ่มเติมอื่นๆ ยังแสดงถึงแหล่งทรัพยากรที่ศักยภาพอันยั่งยืนเพื่อการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต

นับแต่ที่ส่งยานยิงกระทบหลุมบนดวงจันทร์ นาซาระบุว่าทีมวิทยาศาสตร์ในปฏิบัติการแอลครอสก็ทำงานแบบแทบไม่มีวันหยุด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ยานแอลครอสได้รวบรวมไว้ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พุ่งเป้าไปที่ข้อมูลจากเครื่องสเปคโทมิเตอร์ (spectrometer) ของยานอวกาศ ที่จะให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับการมีอยู่ของน้ำ ซึ่งเครื่องจะทดสอบแสงที่ปลดปล่อยออกมาจากวัตถุ แล้วจำแนกองค์ประกอบได้

“เรา ยินดีเหลือล้น เส้นกราฟหลักฐานแสดงให้เห็นว่า มีน้ำปรากฎอยู่ทั้งในมุมสูงของพวยที่พุ่งออกมาและม่านฝุ่นขนาดใหญ่จากการ พุ่งชนของยานเซนทอร์ ความเข้มข้นและการกระจายตัวของน้ำและสสารอื่นๆ นั้นยังต้องได้รับการวิเคราะห์อีก แต่ก็โอเคที่จะพูดว่าคาเบียสมีน้ำอยู่” แอนโธนี คอลาพรีท (Anthony Colaprete) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการแอลครอสกล่าว

ทีมวิเคราะห์ได้ใช้สัญญาณของน้ำกับวัตถุอื่นๆ ในย่านรังสีอินฟราเรดใกล้ แล้วเปรียบเทียบกับสัญญาณที่ได้จากยานแอลครอสในย่านอินฟราเรดใกล้เช่นกัน แล้วพบว่าสัญญาณของน้ำกับสัญญาณของยานแอลครอสนั้นตรงกัน ส่วนโอกาสที่ยานเซนทอร์จะเกิดการปนเปื้อนนั้นถูกตัดออกไป

ข้อมูล จากเครื่องเสปคโตมิเตอร์ ซึ่งเส้นกราฟสีแดงคือสเปกตรัมของเมฆฝุ่นที่น่าจะเป็น ส่วนแถบสีเหลืองคือแถบดูดกลืนคลื่นของน้ำ (ภาพประกอบจากนาซา)



ข้อมูล จากเครื่องสเปคโตมิเตอร์ในย่านแสงที่ตามองเห็นและอัลตราไวโอเลต ซึ่งแสดงเส้นปลดปล่อยพลังงานของไอน้ำและเศษซากจากการพุ่งชน (ภาพประกอบจากนาซา)



นอกจากนี้การยืนยันเพิ่มเติมยังมาจากการปลดปล่อยสเปกตรัมของรังสี อัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นลักษณะของ “ไฮดรอกซีล” (hydroxyl) อันเป็นหนึ่งในผลผลิตที่เกิดจากการแตกตัวของน้ำเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ เมื่ออะตอมและโมเลกุลถูกกระตุ้นก็จะปลดปล่อยพลังงานในย่านของความยาวคลื่น เฉพาะ แล้วถูกตรวจจับได้ด้วยเครื่องสเปคโตมิเตอร์ ซึ่งเครื่องตรวจจับสัญญาณได้หลังจากไอน้ำกระทบกับแสงอาทิตย์

ขณะที่ข้อมูลอื่น จากเครื่องมือของแอลครอสยังได้รับการวิเคราะห์เพื่อหานัยยะเพิ่มเติมเกี่ยว กับลักษณะและการกระจายตัวของวัตถุต่างๆ ในบริเวณที่ยานพุ่งชน ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์ของยานแอลครอสและคณะได้เพ่งพิจารณาข้อมูลเพื่อทำความ เข้าใจการพุ่งชนครั้งนี้ทั้งหมด ตั้งแต่แสงที่วาบสว่างขึ้นไปจนถึงตัวถ้ำเอง ด้วยเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการเข้าใจการกระจายตัวของวัตถุและสารระเหยภายใน ดินบริเวณที่เกิดการพุ่งชน

“การทำความเข้าใจข้อมูลของยานแอลครอสทั้งหมดอาจต้องใช้เวลา มีข้อมูลอยู่มากมายจริงๆ นอกจากน้ำในถ้ำคาเบียสแล้ว ยังมีสัญญาณของวัตถุอื่นๆ ที่มีอยู่เต็ม ในบริเวณเงามืดถาวรของดวงจันทร์นั้นเป็นกับดักที่หนาวเย็นของจริง ซึ่งเก็บรวบรวมและรักษาวัตถุต่างๆ ไว้นานหลายพันล้านปี” โคลาพรีทกล่าว

ยานแอลครอสถูกส่งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.52 จากฐานปล่อยจรวดในศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) ในฟลอริดา ของนาซา โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยานสำรวจดวงจันทร์ลูนาร์รีคอนเนซองส์ออบิ เตอร์ (Lunar Reconnaissance Orbiter) หรือแอลอาร์โอ (LRO) เมื่อแยกจากแอลอาร์โอแล้ว แอลครอสและเซนทอร์ก็ใช้เวลาเดินทางเป็นระยะทาง 9 ล้านกิโลเมตรในเวลา 113 ก่อนที่ยานทั้งสองจจะแยกจากกัน แล้วเซนทอร์ก็มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

พร้อมกันนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของยานแอลครอสยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของยานแอลอาร์โอ ซึ่งยานแอลอาร์โอก็ยังคงบินผ่านบริเวณที่เกิดการพุ่งชน เพื่อให้ทีมแอลครอสได้เห็นสัญญาณของกลไกการพุ่งชนและหลุมที่เกิดจากการพุ่ง ชนด้วย
Thank DATA ASTV manager.co.th

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า นวัตกรรมไทยประสิทธิภาพอันดับ 1 ของโลก


ส่วน หนึ่งของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทย ขนาด 1.644 MWp บนเนื้อที่ 35 ไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดำเนินการโดย บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด


การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิง ฟอสซิลและถ่านหิน เป็นยุทธวิธีสำคัญทางหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ฝ่าวิกฤตภาวะโลกร้อนไปได้ และพลังงานแสงอาทิตย์ก็เป็นหนึ่งในพลังงานทดแทน ที่หลายคนเทใจให้มากที่สุด เพราะมีแหล่งพลังงานให้มนุษย์ได้ใช้ฟรีไม่มีวันหมด ทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะอาด และปลอดภัยอย่างแท้จริง

บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด เป็นเอกชนไทยรายแรกและรายเดียวในประเทศ ที่ดำเนินการด้านโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในขณะนี้ จากการวิจัยและพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพ ภูมิอากาศของประเทศไทย และมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศแล้วถึง 7 แห่ง และผลิตแผงโซลาร์เซลล์ส่งออกไปยังหลายประเทศในยุโรป และสหรัฐฯ


นายทิศพล นครศรี


นายทิศพล นครศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า บางกอกโซลาร์เป็นบริษัทที่แตกออกมาจาก บริษัท บางกอกเคเบิล จำกัด เพื่อดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตแผงโซลาร์เซลล์โดยในช่วงเริ่มต้น ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จนสามารถผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิกอนแบบฟิล์มบาง (Amorphous Silicon Thin-Film Photovoltaic Module) ที่เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทยได้เอง และมีการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้ง นี้ แผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุดที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพแปลงพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 7% นับว่าเป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิกอนแบบฟิล์มบาง ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกด้วย

“แผงโซลาร์เซลล์ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิกอนแบบฟิล์มบาง มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลึกซิลิกอน ทั้งยังผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่ขนาดกำลังการผลิตเท่ากัน ทำงานได้ดีแม้ในสภาพอากาศที่มีแสงน้อย ท้องฟ้ามีเมฆมาก หรือแม้แต่ช่วงฝนตก ซึ่งสามารถทำงานได้ตลอดช่วงเวลากลางวัน”


นายพดด้วง คงคามี


“ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลาประมาณ 10.00-15.00 น. ขณะที่หากเป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดอื่นจะทำงานได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และจะหยุดทันทีที่แสงน้อยเกินไป" นายทิศพลอธิบายขณะเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ จ.ฉะเชิงเทรา


แผงโซลาร์เซลล์ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิกอนแบบฟิล์มบางที่พัฒนาโดยคนไทย เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย


ทั้งนี้ บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ เริ่มก่อตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของประเทศไทยในปี 2549 ด้วยกำลังการผลิต 1.644 MWp (เมกกะวัตต์) จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 40,000 แผง บนพื้นที่ 35 ไร่ใน อ.บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา ด้วยเงินลงทุนราว 180 ล้านบาท และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2550 โดยใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าชนิดต่อเชื่อมสายส่ง ที่วิจัยและพัฒนาโดย บริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด ของคนไทย


กระแส ไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้จะถูกส่งมายังเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งต่อ เข้ากับสายส่งของการไฟฟ้า (ภาพจาก บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด)


ต่อมาได้ขยายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปในจังหวัดอื่นๆ อีก 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี อ่างทอง เพชรบุรี และนครสวรรค์ ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมทั้งสิ้น 7 โรง และมีกำลังการผลิตรวมทั้งหมด 7.318 MWp

ไฟฟ้าที่ผลิตได้ ทางโรงงานได้ขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้งหมดในราคา 12 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนการผลิตประมาณ 12 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะคุ้มทุนในระยะเวลา 10 ปี ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ที่พัฒนาขึ้นนั้น มีอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี


ภาพ ถ่ายมุมสูงของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของประเทศไทยใน จ.ฉะเชิงเทรา กำลังการผลิต 1.644 MWp (ภาพจาก บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด)


นอกจากนี้ บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ กำลังอยู่ระหว่างการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีกใน จ.ลพบุรี ที่กำลังการผลิต 2.208 MWp และจะสร้างเพิ่มขึ้นอีกแห่งในจังหวัดเดียวกัน ให้มีกำลังการผลิตราว 11 MWp

ด้านนายพดด้วง คงคามี ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากแผนพัฒนาพลังงาน 15 ปี ที่กำหนดไว้ว่า ประเทศไทยจะต้องพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 500 MWp ภายในปี 2565 ทำให้บางกอกโซลาร์จึงมีแผนการที่จะขยายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายใน ประเทศให้เป็น 60 MWp ภายในปี 2555 โดยการบริหารงานของบางกอกโซลาร์ และอีก 100 MWp โดยการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ รวมถึงการรับจ้างผลิตแผงโซลาร์เซลล์ให้กับบริษัทอื่น ที่สนใจลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศอีก 150 MWp


โรง ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จ.เพชรบุรี กำลังการผลิต 2.193 MWp ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ (ภาพจาก บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด)


ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 MWp จะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 110 ล้านบาท ใช้แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 50 วัตต์ จำนวน 20,000 แผง บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ และสำหรับพื้นที่ ที่เหมาะสมต่อการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ควรเป็นพื้นที่ที่ได้รับแสงอาทิตย์ประมาณ 1,800-1,900 ชั่วโมงต่อปี เช่น พื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี, สระบุรี, ลพบุรี และ อ่างทอง เป็นต้น


โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จ.อุดรธานี กำลังการผลิต 1.591 MWp (ภาพจาก บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด)


"ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อแน่ว่าในระยะเวลาอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะมีราคาถูกลงอย่างแน่นอน และอาจถูกลงจนเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันก็ได้ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพ" นายทิศพลกล่าว


โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จ.อ่างทอง กำลังการผลิต 1.136 MWp (ภาพจาก บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด)


แม้ขณะนี้ ต้นทุนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ยังมีราคาสูงอยู่มาก อีกทั้งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ทั่วโลกก็กำลังให้ความสนใจ และผลักดันให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เพราะเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง เป็นพลังงานสะอาดที่คนทั่วไปยอมรับกันมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพลังงานนิวเคลียร์ที่ยังมีปัญหาเรื่องการกำจัดกากนิวเคลียร์.
Thak data ASTV manager online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนาวนี้เตรียมตัวนอนนับฝนดาวตก "ลีโอนิดส์"


คุย กัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เริ่มต้นฤดูหนาวด้วยการให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ และน่าติดตามชมในช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน โดยเฉพาะ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" ที่ปีนี้คาดว่าจะได้เห็นกันมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ในช่วงค่ำคืนวันถึงรุ่งเช้าระหว่างวันที่ 17-18 พ.ย. 52


หนาวนี้หากใครยังคิดไม่ออก ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนหรือทำกิจกรรมอะไรให้เข้ากับหน้าหนาว นักดาราศาสตร์เขามีคำแนะนำดีๆ ว่าให้จับกลุ่มกันดูดาวและนับฝนดาวตกลีโอนิดส์ในช่วงค่ำคืนจนถึงเช้าตรู่ของ วันที่ 17-18 พ.ย. นี้ ที่จะเห็นได้ชัดแจ๋วและมากถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง พร้อมเพลิดเพลินกับกลุ่มดาวและวัตถุท้องฟ้าที่สวยงามตระการตาอีกมากมาย


ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา


สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดกิจกรรม คุยกัน...ฉันท์วิทย์ สัญจร เรื่อง "ฤดูหนาว: มหัศจรรย์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์" เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 52 ณ ร้านทรู คอฟฟี่ สาขาสยามสแควร์ ซอย 3 โดยมี ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา นักวิจัย และ นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร. มาร่วมให้ความรู้และแนะนำปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในช่วงฤดูหนาวนี้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์


ดร.ศิรามาศ กล่าวว่า ในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ซึ่งมีอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆ จึงเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง โดยในช่วงนี้มีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจติดตามหลายปรากฏการณ์ เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเดือนเริ่มต้นฤดูหนาว จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดขึ้น


เยาวชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์สัญจรกว่า 20 คน


ทั้งนี้ สามารถชมได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทยและทุกทิศทางบนท้องฟ้า ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 17 จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 18 พ.ย. ซึ่งตรงกับคืนเดือนมืดพอดี จึงไม่มีแสงจันทร์รบกวน โดยนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าในปีนี้จะเห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์มากที่สุดในช่วง เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 18 ประมาณ 100 ดวงต่อชั่วโมง

ระหว่างชมฝนดาวตกในค่ำคืนดังกล่าว ยังมีดวงดาวและวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ที่น่าสนใจชมและเรียนรู้อีกมากมาย เช่น ดาว พฤหัสบดี ที่สามารถเห็นได้ทางทิศใต้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน และหากใช้กล้องสองตาส่องดูก็จะเห็นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสจำนวน 4 ดวง และเป็น 4 ดวงเดียวกับที่กาลิเลโอเคยใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องและมองเห็นเมื่อ 400 ปีก่อนด้วย จากนั้นช่วงประมาณตี 1 จนถึงรุ่งเช้า จะเริ่มเห็นดาวอังคาร, ดาวเสาร์ และดาวศุกร์ ขึ้นทางทิศตะวันออกตามลำดับ


นายเสกสรร (ซ้ายสุด) และ ด.ช.จิลิ (แถวหน้าที่ 2 จากขวา) ธีรวิวัฒน์วงศ์


นอกจากนั้นยังมีกาแล็กซีแอนโดรเมดา, กระจุกดาวทรงกลม, กระจุกดาวลูกไก่, กระจุกดาวคู่, เนบิวลานายพราน ให้ชมกันด้วย และหากอยู่ในชนบท ชายทะเล หรือที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกและกลุ่มดาวที่น่าสนใจมากมาย เช่น กลุ่มดาวม้าปีก, กลุ่มดาวหงส์, กลุ่มดาวคนยิงธนู, ดาวในสามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

ด้านนายศุภฤกษ์ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า สถาน ที่ที่เหมาะแก่การดูดาวและฝนดาวตกควรเป็นพื้นที่ที่ไม่มีแสงไฟรบกวน หรืออยู่ห่างจากเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตร ก่อนเริ่มต้นกิจกรมดูดาว ควรงดใช้ไฟฉายเพื่อให้ดวงตาปรับสภาพประมาณ 15 นาที ให้ม่านตาขยายเพื่อสามารถรับแสงในที่มืดได้ดีขึ้นและมองเห็นดวงดาวที่มีแสง น้อยได้ จากนั้นเริ่มทำความรู้จักกับทิศ ดาวเหนือ และควรเริ่มต้นดูดาวที่มีลักษณะเด่นหรือมีความสว่างมาก เช่น กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กลุ่มดาวสุนัขเล็ก สามเหลี่ยมฤดูร้อน และสามเหลี่ยมฤดูหนาว

สิ่งสำคัญสำหรับการดูดาวในช่วงฤดูหนาวคือควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวและ น้ำค้างให้พร้อม ส่วนผู้ที่ต้องการถ่ายภาพฝนดาวตก ควรใช้กล้องที่มีความไวแสงประมาณ ISO 400-800 สามารถเปิดหน้ากล้องค้างไว้ได้นาน และควรใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันการสั่นไหว และหากหันหน้ากล้องไปทาดาวเหนือจะได้ภาพความสวยงามของฝนดาวตกพร้อมกับการ เคลื่อนที่ของดาวบนท้องฟ้าด้วย

สำหรับการใช้กล้องสองตาเพื่อการดูดาว ควรเลือกกล้องสองตาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าเลนส์ไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิเมตร และมีกำลังขยายระหว่าง 7-10 เท่า ซึ่งหากหน้าเลนส์ยิ่งกว้าง จะยิ่งรวมแสงได้มาก จนอาจสามารถส่องเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้ด้วย หรืออาจวางแผนการดูดาวได้ก่อนลงพื้นที่จริงด้วยซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจำลอง Stellarium ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ในฤดูหนาวที่น่าสนใจอีกหลายปรากฏการณ์ ได้แก่ ฝน ดาวตกเจมินิดส์ ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. 52, ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 52 และปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนในวันที่ 15 ม.ค. 53 ซึ่งน่าติดตามชมเป็นอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝนรบกวนเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป และทางภาคเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุด มากกว่า 70% โดยเฉพาะใน จ.แม่ฮ่องสอน

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะดูดาวไปทำไม หรือดูแล้วได้ประโยชน์อะไร ดร.ศิรามาศ บอกว่าดารา ศาสตร์จะช่วยสร้างจินตนาการให้กับเราได้ โดยเฉพาะกับเด็กๆ หากได้เรียนรู้ดาราศาสตร์ จะเกิดจินตนาการ เกิดกระบวนการคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เมื่อโตขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ แต่สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิดมีเหตุผลได้

ด้านนายเสกสรร ธีรวิวัฒน์วงศ์ ที่พาลูกชาย ด.ช.จิลิ วัย 7 ขวบ มาร่วมกิจกรรมคุยกันฉันท์วิทย์ในครั้งนี้ บอกกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า น้องจิลิเรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจดาราศาสตร์เมื่อประมาณอายุ 5 ขวบ โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ชอบอะไรที่มีลักษณะกลมๆ และเห็นว่าการศึกษาดาราศาสตร์เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทำให้เกิดกระบวนการคิด เกิดจินตนาการ จึงส่งเสริมให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมดาราศาสตร์กับหน่วยงานต่างเป็นประจำเรื่อย มา รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมคุยกันฉันวิทย์สัญจรเป็นประจำด้วย เพราะสถานที่จัดงานอยู่ใกล้กับโรงเรียน ซึ่งน้องจิลิจะต้องมาเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนทุกเย็นวันอาทิตย์อยู่แล้ว
Thank ASTV online

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ร่มชูชีพไม่กางเหตุทำบูสเตอร์ Ares I-X ตกทะเลอย่างแรงจนบุบ

นาซาเริ่มต้นทดสอบยิงจรวด Ares I-X สวยงาม แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร หลังร่มชูชีพของบูสเตอร์กางไม่ครบ เป็นเหตุให้บูสเตอร์จุดระเบิดตกกระแทกลงทะเลอย่างแรงจนมีรอยบุบเบ้อเริ่ม ระดมทีมวิศวกรเร่งพิสูจน์สาเหตุสัปดาห์นี้ ด้านผู้จัดการภารกิจบอกไม่กระทบความสำเร็จภาพรวม พร้อมขอร้องสื่อมวลชนหยุดเล่นประเด็นนี้

เมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค.52 ที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เริ่มทดสอบจรวด เอเรสวัน-เอกซ์ (Ares I-X) เป็นครั้งแรก ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) มลรัฐฟลอริดา ซึ่งหลังจากเอเรสวัน-เอกซ์ ทะยานขึ้นฟ้าเพียง 2 นาที จรวดก็แยกชิ้นส่วนในขั้นแรก โดยปลดตัวบูสเตอร์จุดระเบิดออกเป็นท่อนแรก และตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

ทว่าร่มชูชีพของบูสเตอร์จุดระเบิดนี้ 2 ใน 3 ชุด ทำงานผิดปกติ โดยทั้งหมดกางออกทันทีหลังที่บูสเตอร์แยกตัวออกมา แต่ร่มชูชีพชุดหนึ่งได้แฟบลงอย่างรวดเร็ว และอีกชุดก็แฟบตามไปด้วย เป็นเหตุให้บูสเตอร์ตกลงกระแทกพื้นผิวน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างแรงกว่าที่คาดไว้ จนทำให้ตัวบูสเตอร์เป็นรอยบุบขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งร่มชูชีพแต่ละชุดนี้มีขนาดกว้างประมาณ 150 ฟุต ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับนำบูสเตอร์ตกลงสู่แอตแลนติกอย่างนุ่มนวล

อย่างไรก็ดี เอพีระบุว่า บ็อบ เอสส์ (Bob Ess) ผู้จัดการประจำภารกิจ กล่าวว่าความ เสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะบูสเตอร์ดังกล่าวนั้นไม่ได้จะถูกนำกลับมาใช้ในการส่งจรวดครั้งต่อไป อยู่แล้ว และปัญหาที่เกิดกับร่มชูชีพในครั้งนี้ก็ไม่อาจไปลดคุณค่าของความสำเร็จทั้ง หมดในการทดสอบจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาได้

"อย่าเล่นประเด็นข่าวนี้กันมากนักเลย เราไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ไม่มีการสืบสวนใดๆ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น และเรากำลังผ่านไปสู่การทดสอบหลังการบินตามปกติ" เอสส์ กล่าวขอร้องสื่อมวลชน

ผู้จัดการประจำภารกิจบอกอีกว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น อาจเป็นเพราะความบกพร่องที่ตัวร่มชูชีพชุดดังกล่าว ซึ่งทีมวิศวกรจะเริ่มตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในต้นสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย. นี้ หลัง จากที่นักประดาน้ำได้กู้บูสเตอร์ขึ้นจากมหาสมุทรมาถึงท่าเรือแล้วตั้งแต่วัน ที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา และจะนำกลับไปตรวจสอบที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ของนาซายังเผยอีกถึงความเสียหายที่มากกว่ากรณีนี้เกิดขึ้นด้วยใน ระหว่างการทดสอบยิงจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ โดยหลังจากที่จรวดถูกส่งขึ้นไปแล้ว เกิดเหตุสารพิษจากเชื้อเพลิงขับเคลื่อนจรวดรั่วไหลบริเวณฐานปล่อยจรวด 39B ทำให้นาซาต้องเร่งอพยพอออกจาบริเวณนั้นทันทีเพื่อความปลอดภัย ก่อนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายต่อไปดังที่ ยูนิเวอร์สทูเดย์รายงาน.


จรวดแอเรสวัน-เอกซ์ ทะยานฟ้าอย่างสวยงามก่อนแยกตัวบูสเตอร์จุดระเบิดออกและปล่อยตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก (เอเอฟพ)




รอยบุบของบูสเตอร์ที่เกิดจากการตกกระแทกมหาสมุทรอย่างแรง เนื่องจากร่มชูชีพไม่ทำงาน (spaceflightnow/NASA)




นัก ประดานาลงไปสำรวจและกู้บูสเตอร์ของจรวดเอเรสวัน-เอกซ์ ที่ตกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างการทดสอบปล่อยจรวดระยะแรก (spaceflightnow/NASA)

Thak news

อ่านต่อกด..จ๊ะ.

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"หวั่นแผ่นน้ำแข็งทุนดราละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลทำโลกเปลี่ยนฉับพลัน



ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ อยุธยา

"ดร.อานนท์" เผยสถานการณ์ที่ต้องจับตาในเขตทุ่งหญ้าทุนดรา หวั่นน้ำแข็งใต้ผืนดินละลายหมด ปลดปล่อยมีเทนมหาศาลสู่บรรยากาศ ทำภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิสูงขึ้นได้ 10-20% ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส

ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความเห็นกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้น ยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมยกตัวอย่างการใส่สูทในห้องประชุม แล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ พร้อมทั้งเผยถึงการทำงานกับชุมชนเพื่อการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยได้ไปให้ความรู้แก่ชุมชนเล็กๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด กระบี่ แม่ฮ่องสอน

"อย่าง จ.กระบี่ ก็มีความต้องการที่อยากจะปลูกข้าว แต่คงวิถีชีวิตมุสลิม และการใช้ชีวิตชายฝั่ง เราก็ไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง แนะวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ หรือการทำให้เขาได้มีน้ำจืดใช้ เป็นการลงไปจัดการในภาพเล็ก แต่ในบางอย่างเราต้องเอาภาพใหญ่ลงไปภาพเล็กให้ได้ เช่น ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีปริมาณน้ำฝนเท่าไหร่ มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง จริงๆ ชุมชนในอดีตก็มีวิถีชีวิตที่พัฒนาให้สอดคล้องกับภูมิอากาศ แต่ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมามีกระแสจากภายนอกที่เข้าไปทำให้เกิดการเปลี่ยน และการเปลี่ยนกลับมาให้เหมือนเดิมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.อานนท์ยังได้ให้ข้อมูลระหว่างเสวนา "วิกฤติโลก เมื่อขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง" เมื่อวันที่ 29 ต.ค.52 ณ อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (โยธี) ว่า มีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาและเป็นกังวล นั่นคือแผ่นน้ำแข็งถาวร (permafrost) ในเขตทุ่งหญ้าทุนดราของแถบอาร์กติก ซึ่งเป็นน้ำแข็งอยู่ใต้ดิน ที่ช่วยกักเก็บก๊าซมีเทนจากการเน่าเปื่อยของซากสิ่งมีชีวิตในอดีตนั้น จะละลายและปลดปล่อยก๊าซมีเทนออก โดยก๊าซมีเทนมีความสามารถในการกักเก็บความร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ถึง 21 เท่า

ปัจจุบันมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวเริ่มละลายแล้ว และมีก๊าซมีเทนอยู่ใต้ดินจริง หากก๊าซมีเทนทั้งหมดหลุดออกมา จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มได้ถึง 10-20% อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าฉับพลัน ขณะที่ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา แต่การเข้าไปก็บข้อมูลในเขตทุ่งหญ้าทุนดรานั้นทำได้ยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ไม่มีคนอาศัย และเข้าไปศึกษาได้ในช่วงฤดูร้อนเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

"เดิมที่ทุ่งหญ้าทุนดรามีชั้นน้ำแข็งถาวรเป็นพื้นที่ 12 ล้านตารางเมตร แต่ตั้งแต่ปี 1900 มา พื้นที่น้ำแข็งหายไปแล้วเกือบ 20% เหลือเพียง 10 ล้านตารางเมตร และอีก 100 ปีข้างหน้า ถ้ามองโลกในแง่ร้าย มนุษยชาติไม่สามารถตกลงที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหากันได้ น้ำแข็งถาวรจะแทบไม่เหลือเลย แต่มองโลกในแง่ดีหน่อย น้ำแข็งถาวรก็ยังคงอยู่ แต่เหลือเพียง 5 ล้านตารางเมตร" ผศ.ดร.อานนท์กล่าว

ส่วนความกังวลว่า น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมดไปนั้น ผศ.ดร.อานนท์กล่าวว่าแนวโน้มของน้ำแข็งขั้วโลกจะลดลงจนหายไปในช่วงฤดูร้อน ของซีกโลกประมาณเดือน ก.ย. แต่เมื่อถึงฤดูหนาวน้ำแข็งก็จะกลับมาใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน แถบอาร์กติกอย่างแน่นอน อีกทั้งน้ำแข็งถาวรหรือน้ำแข็งที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปของขั้วโลกเหนือก็มีปริมาณลดลงอย่างชัดเจนด้วย


ดร.อานนท์ อธิบายสถานการณ์น้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งภาพขวาน้ำแข็งขั้วโลกในช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของซีกโลกเหนือ น้ำแข็งละลายลงไปมาก






Thank News ASTVผู้จัดการออนไลน์

อ่านต่อกด..จ๊ะ.